ภาพวันวาน@Marketing Day
Noo..Bumbim
วันอาทิตย์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2554
การดูแลรักษา "คอมพิวเตอร์" ที่ถูกวิธี
1. ไม่ควรทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ ถ้าคุณจะทำความ สะอาดเครื่อง ควรปิดเครื่องทิ้งไว้ 5 นาที ก่อนลงมือทำความสะอาด
2. อย่าใช้ผ้าเปียก ผ้าชุ่มน้ำ เช็ดคอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด ใช้ผ้าแห้งดีกว่า
3. อย่าใช้สบู่ น้ำยาทำความสะอาดใด ๆ กับคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้ระบบของเครื่อง เกิดความเสียหาย
4. ไม่ควรฉีดสเปรย์ใด ๆ ไปที่คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
5. ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ
6. ถ้าคุณจำเป็นต้องทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรดใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด ที่คู่มือแนะนำไว้เท่านั้น
7. ไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์
8. ไม่ควรกินของคบเคี้ยวหรืออาหารใด ๆ ขณะทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
สาเหตุที่ทำให้เครื่องพีซีเกิดความเสียหาย
ความร้อน
ความร้อนที่เป็นสาเหตุทำให้คอมพิวเตอร์มีปัญหา ส่วนใหญ่เกิดจากความร้อนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์เองวิธีแก้ปัญหา คือ จะต้องรีบระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณืต่างๆ ออกไปให้เร็วที่สุด
วิธีแก้ปัญหา
• พัดลมระบายความร้อนทุกตัวในระบบ ต้องอยู่ในสภาพดี 100 เปอร์เซนต์ อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดควรจะอยู่ระหว่าง 60-70 องศาฟาเรนไฮต์
• ใช้เพาเวอร์ซัพพลาย ในขนาดที่ถูกต้อง
• ใช้งานเครื่องในย่านอุณหภูมิที่ปลอดภัย อย่าตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานานๆ
ฝุ่นผง
เป็นที่ทราบกันดีว่าในอากาศมีฝุ่นผงกระจัดกระจายอยู่ในทุกๆ ที่ ฝุ่นผงที่เกาะติดอยู่บนแผงวงจรของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เสมือนฉนวนป้องกันความร้อน ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ ไม่สามารถระบายออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้อาจไปอุดตันช่องระบายอากาศของเพาเวอร์ซัพพลายหรือฮาร์ดดิสค์ หรืออาจเข้าไปอยู่ระหว่างแผ่นดิสค์กับหัวอ่าน ทำให้แผ่นดิสค์หรือหัวอ่านเกิดความเสียหายได้
วิธีแก้ไข
• ควรทำความสะอาดภายในเครื่องทุก 6 เดือน หรือทุกครั้งที่ถอดฝาครอบ
• ตัวถัง หรือ ชิ้นส่วนภายนอกอาจใช้สเปรย์ทำความสะอาด
• วงจรภายในให้ใช้ลมเป่าและใช้แปรงขนอ่อนๆ ปัดฝุ่นออก
• อย่าสูบบุหรี่ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์
สนามแม่เหล็ก
แม่เหล็กสามารถทำให้ข้อมูลในแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก็สูญหายได้อย่างถาวร แหล่งที่ให้กำเนิดสนามแม่เหล็กในสำนักงานมีอยู่มากมาหลายประเภท อาทิเช่น
• แม่เหล็กติดกระดาาบันทึกบนตู้เก็บแฟ้ม
• คลิปแขวนกระดาษแบบแม่เหล็ก
• ไขควงหัวแม่เหล็ก
• ลำโพง
• มอเตอร์ในพรินเตอร์
• UPS
วิธีแก้ไข
• ควรโยกย้ายอุปกรณ์ที่มีกำลังแม่เหล็กมากๆ ให้ห่างจากระบบคอมพิวเตอร์
สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้า
สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้ามีหลายลักษณะ อาทิเช่น
• แรงดันเกิน
• แรงดันตก
• ทรานเชียนต์
• ไฟกระเพื่อม
แรงดันเกิน
ในกรณีที่เครื่องของท่านได้รับแรงดันไฟฟ้าเกินจากปกติ เป็นเวลานานกว่า วินาที จะมีผลทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องเกิดความเสียหายได้
แรงดันตก
ในกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้ากันมากเกินความสามารถในการจ่ายพลังงานไฟฟ้า จะมีผลทำให้เกิดเหตุการณืไฟตกได้ ไฟตกอาจทำให้การทำงานของเพาเวอร์ซัพพลายผิดพลาดได้ เนื่องจากเพาเวอร์ซัพพลายพยายามจ่ายพลังงานให้กับวงจรอย่างสม่ำเสมอ โดยไปเพิ่มกระแส แต่การเพิ่มกระแสทำให้ตัวนำ เพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์ต่างๆ ร้อนขึ้น ซึ่งมีผลทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เกิดความเสียหายได้
ทรานเชียนต์
ทรานเชียนต์ หมายถึง การที่ไฟฟ้ามีแรงดันสุง (sags) หรือต่ำกว่าปกติ (surge) ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทรานเชียนต์ที่เกิดในบางครั้งจะมีความถี่สูงมาก จนกระทั่งสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวเก็บประจุไฟฟ้าในเพาเวอร์ซัพพลาย เข้าไปทำความเสียหายให้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้
ไฟกระเพื่อม
ทุกครั้งที่ท่านเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า จะทำให้กำลังไฟเกิดการกระเพื่อม เครื่องใช้ไฟฟ้ที่ต้องการกระแสไฟฟ้ามากๆ ก็จะทำให้ความแรงของการกระเพื่อมมีค่ามากตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่า การเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละครั้งจะทำให้เกิดการกระเพื่อม- ครั้ง ภายในเสี้ยววินาที การกระเพื่อมจะมีผลต่อทุกๆ ส่วนภายในตัวเครื่อง รวมทั้งหัวอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสค์ด้วย
วิธีแก้ไข
• ในกรณีไฟเกิน ไฟตก และทรานเชียนต์ แก้ไขได้โดยการใช้เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า หรือ ที่เรียกว่า Stabilizer
• ส่วนไปกระเพื่อม แก้ได้โดยการลดจำนวนครั้งในการปิดเปิดเครื่อง
ไฟฟ้าสถิตย์
ไฟฟ้าสถิตย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่ในสภาวะที่อากาศแห้ง จะส่งผลให้ความเป็นฉนวนไฟฟ้าสูง ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จะสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และหาทางวิ่งผ่านตัวนำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า ดังนั้นเมื่อท่านไปจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จากตัวท่านจะวิ่งไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น ทำให้อุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ แต่ในสภาวะที่มีความชื้นสูง ไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นจะรั่วไหลหายไปในระยะเวลาอันสั้น
วิธีแก้ไข
• ควรทำการคายประจุไฟฟ้าสถิตย์ ด้วยการจับต้องโลหะอื่นที่ไม่ใช้ตัวถังเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อนจะสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์
น้ำและสนิม
น้ำและสนิมเป็นศัตรูตัวร้ายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด สนิมที่พบในเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ มักจะเกิดจากการรั่วซึมของแบตเตอรี่บนเมนบอร์ด ซึ่งถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้น นั่นหมายความว่าท่านจะต้องควักกระเป๋าซื้อเมนบอร์ดตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่าที่ต้องทิ้งลงถังขยะสถานเดียว
วิธีแก้ไข
• หลีกเลี่ยงการนำของเหลวทุกชนิดมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของท่าน
• กรณีการรั่วซึมของแบตเตอรี่ แก้ไขได้โดยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เมื่อเครื่องของท่านมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 1-2 ปี เป็นต้นไป
การบำรุงรักษาตัวเครื่องทั่วๆไป
• เครื่องจ่ายไฟสำรอง (UPS) ถ้ามีงบประมาณเพียงพอควรติดตั้งร่วมกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยเพราะ UPS จะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาทางไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นไฟตก ไฟเกิน หรือไฟกระชาก อันเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดความเสียหายของข้อมูลและชิ้นส่วนอื่นๆ
• การติดตั้งตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ควรติดตั้งในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือถ้ามีไม่มีเครืองปรับอากาศควรเลือกห้องที่ปลอดฝุ่นมากที่สุด และการติดตั้งตัวเครื่องควรจากผนังพอสมควรเพื่อการระบายความร้อนที่ดี
• การต่อสาย Cable ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆเช่น Printer Modem Fax หรือส่วนอื่นๆจะต้องกระทำเมื่อ power off เท่านั้น
• อย่าปิด - เปิดเครื่องบ่อยๆ เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่
• ไม่เคลื่อนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะที่เครื่องทำงานอยู่ เพราะจะทำให้อุปกรณ์บางตัวเกิดความเสียหายได้
• อย่าเปิดฝาเครื่องขณะใช้งานอยู่ ถ้าต้องการเปิดต้อง power off และถอดปลั๊กไฟก่อน
• ควรศึกษาจากคู่มือก่อนหรือการอบรมการใช้งาน Software ก่อนการใช้งาน
• ตัวถังภายนอกของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นส่วนประกอบของเหล็กกับพลาสติกเมื่อใช้นานๆ จะมีฝุ่นและคราบรอยนิ้วมือมาติดทำให้ดูไม่สวยงามและถ้าปล่อยไว้นานๆ จะทำความสะอาดยาก จึงควรทำความสะอาดบ่อยๆอย่างน้อย 1-2 เดือนต่อครั้ง โดยใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดที่ตัวเครื่อง หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ และที่สำคัญคือ ควรใช้ผ้าคลุมเครื่องให้เรียบร้อยหลังเลิกใช้งานทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นผงต่างๆ
แหล่งที่มา :http://of911team.spaces.live.com
1. ไม่ควรทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่ ถ้าคุณจะทำความ สะอาดเครื่อง ควรปิดเครื่องทิ้งไว้ 5 นาที ก่อนลงมือทำความสะอาด
2. อย่าใช้ผ้าเปียก ผ้าชุ่มน้ำ เช็ดคอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด ใช้ผ้าแห้งดีกว่า
3. อย่าใช้สบู่ น้ำยาทำความสะอาดใด ๆ กับคอมพิวเตอร์ เพราะจะทำให้ระบบของเครื่อง เกิดความเสียหาย
4. ไม่ควรฉีดสเปรย์ใด ๆ ไปที่คอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ
5. ไม่ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นกับคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ
6. ถ้าคุณจำเป็นต้องทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ โปรดใช้อุปกรณ์ทำความสะอาด ที่คู่มือแนะนำไว้เท่านั้น
7. ไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์
8. ไม่ควรกินของคบเคี้ยวหรืออาหารใด ๆ ขณะทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
สาเหตุที่ทำให้เครื่องพีซีเกิดความเสียหาย
ความร้อน
ความร้อนที่เป็นสาเหตุทำให้คอมพิวเตอร์มีปัญหา ส่วนใหญ่เกิดจากความร้อนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์เองวิธีแก้ปัญหา คือ จะต้องรีบระบายความร้อนที่เกิดจากอุปกรณืต่างๆ ออกไปให้เร็วที่สุด
วิธีแก้ปัญหา
• พัดลมระบายความร้อนทุกตัวในระบบ ต้องอยู่ในสภาพดี 100 เปอร์เซนต์ อุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดควรจะอยู่ระหว่าง 60-70 องศาฟาเรนไฮต์
• ใช้เพาเวอร์ซัพพลาย ในขนาดที่ถูกต้อง
• ใช้งานเครื่องในย่านอุณหภูมิที่ปลอดภัย อย่าตั้งอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึงเป็นเวลานานๆ
ฝุ่นผง
เป็นที่ทราบกันดีว่าในอากาศมีฝุ่นผงกระจัดกระจายอยู่ในทุกๆ ที่ ฝุ่นผงที่เกาะติดอยู่บนแผงวงจรของคอมพิวเตอร์ ทำหน้าที่เสมือนฉนวนป้องกันความร้อน ทำให้ความร้อนที่เกิดขึ้นในระบบ ไม่สามารถระบายออกสู่สภาพแวดล้อมภายนอก นอกจากนี้อาจไปอุดตันช่องระบายอากาศของเพาเวอร์ซัพพลายหรือฮาร์ดดิสค์ หรืออาจเข้าไปอยู่ระหว่างแผ่นดิสค์กับหัวอ่าน ทำให้แผ่นดิสค์หรือหัวอ่านเกิดความเสียหายได้
วิธีแก้ไข
• ควรทำความสะอาดภายในเครื่องทุก 6 เดือน หรือทุกครั้งที่ถอดฝาครอบ
• ตัวถัง หรือ ชิ้นส่วนภายนอกอาจใช้สเปรย์ทำความสะอาด
• วงจรภายในให้ใช้ลมเป่าและใช้แปรงขนอ่อนๆ ปัดฝุ่นออก
• อย่าสูบบุหรี่ใกล้เครื่องคอมพิวเตอร์
สนามแม่เหล็ก
แม่เหล็กสามารถทำให้ข้อมูลในแผ่นดิสก์หรือฮาร์ดดิสก็สูญหายได้อย่างถาวร แหล่งที่ให้กำเนิดสนามแม่เหล็กในสำนักงานมีอยู่มากมาหลายประเภท อาทิเช่น
• แม่เหล็กติดกระดาาบันทึกบนตู้เก็บแฟ้ม
• คลิปแขวนกระดาษแบบแม่เหล็ก
• ไขควงหัวแม่เหล็ก
• ลำโพง
• มอเตอร์ในพรินเตอร์
• UPS
วิธีแก้ไข
• ควรโยกย้ายอุปกรณ์ที่มีกำลังแม่เหล็กมากๆ ให้ห่างจากระบบคอมพิวเตอร์
สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้า
สัญญาณรบกวนในสายไฟฟ้ามีหลายลักษณะ อาทิเช่น
• แรงดันเกิน
• แรงดันตก
• ทรานเชียนต์
• ไฟกระเพื่อม
แรงดันเกิน
ในกรณีที่เครื่องของท่านได้รับแรงดันไฟฟ้าเกินจากปกติ เป็นเวลานานกว่า วินาที จะมีผลทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในเครื่องเกิดความเสียหายได้
แรงดันตก
ในกรณีที่มีการใช้ไฟฟ้ากันมากเกินความสามารถในการจ่ายพลังงานไฟฟ้า จะมีผลทำให้เกิดเหตุการณืไฟตกได้ ไฟตกอาจทำให้การทำงานของเพาเวอร์ซัพพลายผิดพลาดได้ เนื่องจากเพาเวอร์ซัพพลายพยายามจ่ายพลังงานให้กับวงจรอย่างสม่ำเสมอ โดยไปเพิ่มกระแส แต่การเพิ่มกระแสทำให้ตัวนำ เพาเวอร์ซัพพลายและอุปกรณ์ต่างๆ ร้อนขึ้น ซึ่งมีผลทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เกิดความเสียหายได้
ทรานเชียนต์
ทรานเชียนต์ หมายถึง การที่ไฟฟ้ามีแรงดันสุง (sags) หรือต่ำกว่าปกติ (surge) ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทรานเชียนต์ที่เกิดในบางครั้งจะมีความถี่สูงมาก จนกระทั่งสามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวเก็บประจุไฟฟ้าในเพาเวอร์ซัพพลาย เข้าไปทำความเสียหายให้แก่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้
ไฟกระเพื่อม
ทุกครั้งที่ท่านเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า จะทำให้กำลังไฟเกิดการกระเพื่อม เครื่องใช้ไฟฟ้ที่ต้องการกระแสไฟฟ้ามากๆ ก็จะทำให้ความแรงของการกระเพื่อมมีค่ามากตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่า การเปิดใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละครั้งจะทำให้เกิดการกระเพื่อม- ครั้ง ภายในเสี้ยววินาที การกระเพื่อมจะมีผลต่อทุกๆ ส่วนภายในตัวเครื่อง รวมทั้งหัวอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสค์ด้วย
วิธีแก้ไข
• ในกรณีไฟเกิน ไฟตก และทรานเชียนต์ แก้ไขได้โดยการใช้เครื่องควบคุมกระแสไฟฟ้า หรือ ที่เรียกว่า Stabilizer
• ส่วนไปกระเพื่อม แก้ได้โดยการลดจำนวนครั้งในการปิดเปิดเครื่อง
ไฟฟ้าสถิตย์
ไฟฟ้าสถิตย์สามารถเกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล แต่ในสภาวะที่อากาศแห้ง จะส่งผลให้ความเป็นฉนวนไฟฟ้าสูง ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จะสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และหาทางวิ่งผ่านตัวนำไปยังบริเวณที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า ดังนั้นเมื่อท่านไปจับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ประจุของไฟฟ้าสถิตย์จากตัวท่านจะวิ่งไปยังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้น ทำให้อุปกรณ์เกิดความเสียหายได้ แต่ในสภาวะที่มีความชื้นสูง ไฟฟ้าสถิตย์ที่เกิดขึ้นจะรั่วไหลหายไปในระยะเวลาอันสั้น
วิธีแก้ไข
• ควรทำการคายประจุไฟฟ้าสถิตย์ ด้วยการจับต้องโลหะอื่นที่ไม่ใช้ตัวถังเครื่องคอมพิวเตอร์ ก่อนจะสัมผัสอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบคอมพิวเตอร์
น้ำและสนิม
น้ำและสนิมเป็นศัตรูตัวร้ายของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด สนิมที่พบในเมนบอร์ดของคอมพิวเตอร์ มักจะเกิดจากการรั่วซึมของแบตเตอรี่บนเมนบอร์ด ซึ่งถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้น นั่นหมายความว่าท่านจะต้องควักกระเป๋าซื้อเมนบอร์ดตัวใหม่มาทดแทนตัวเก่าที่ต้องทิ้งลงถังขยะสถานเดียว
วิธีแก้ไข
• หลีกเลี่ยงการนำของเหลวทุกชนิดมาวางบนโต๊ะคอมพิวเตอร์ของท่าน
• กรณีการรั่วซึมของแบตเตอรี่ แก้ไขได้โดยการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ เมื่อเครื่องของท่านมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 1-2 ปี เป็นต้นไป
การบำรุงรักษาตัวเครื่องทั่วๆไป
• เครื่องจ่ายไฟสำรอง (UPS) ถ้ามีงบประมาณเพียงพอควรติดตั้งร่วมกับตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยเพราะ UPS จะช่วยป้องกันและแก้ปัญหาทางไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นไฟตก ไฟเกิน หรือไฟกระชาก อันเป็นสาเหตุที่จะทำให้เกิดความเสียหายของข้อมูลและชิ้นส่วนอื่นๆ
• การติดตั้งตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ ควรติดตั้งในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือถ้ามีไม่มีเครืองปรับอากาศควรเลือกห้องที่ปลอดฝุ่นมากที่สุด และการติดตั้งตัวเครื่องควรจากผนังพอสมควรเพื่อการระบายความร้อนที่ดี
• การต่อสาย Cable ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่างๆเช่น Printer Modem Fax หรือส่วนอื่นๆจะต้องกระทำเมื่อ power off เท่านั้น
• อย่าปิด - เปิดเครื่องบ่อยๆ เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โปรแกรมที่กำลังทำงานอยู่
• ไม่เคลื่อนย้ายเครื่องคอมพิวเตอร์ขณะที่เครื่องทำงานอยู่ เพราะจะทำให้อุปกรณ์บางตัวเกิดความเสียหายได้
• อย่าเปิดฝาเครื่องขณะใช้งานอยู่ ถ้าต้องการเปิดต้อง power off และถอดปลั๊กไฟก่อน
• ควรศึกษาจากคู่มือก่อนหรือการอบรมการใช้งาน Software ก่อนการใช้งาน
• ตัวถังภายนอกของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่เป็นส่วนประกอบของเหล็กกับพลาสติกเมื่อใช้นานๆ จะมีฝุ่นและคราบรอยนิ้วมือมาติดทำให้ดูไม่สวยงามและถ้าปล่อยไว้นานๆ จะทำความสะอาดยาก จึงควรทำความสะอาดบ่อยๆอย่างน้อย 1-2 เดือนต่อครั้ง โดยใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดที่ตัวเครื่อง หรือใช้น้ำยาทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะ และที่สำคัญคือ ควรใช้ผ้าคลุมเครื่องให้เรียบร้อยหลังเลิกใช้งานทุกครั้งเพื่อป้องกันฝุ่นผงต่างๆ
แหล่งที่มา :http://of911team.spaces.live.com
"เชียงคาน เมืองโบราณ ที่ไม่ล้าสมัย"
อำเภอ เชียงคาน จังหวัด เลย
อิสระอยู่ที่ใจไปไหนไป "เลย"
เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งเพิ่งจะมีการจัดงานฉลอง "100 ปี เชียงคาน เมืองโบราณ ริมฝั่งโขง" ไปเมื่อวันที่ 4-6 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป
เมืองเชียงคาน เมืองโบราณ.. บ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจนเกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เชียงคานจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไป.. อ่านต่อ
เชียงคาน อำเภอเล็ก อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง จากอาณาจักรล้านช้างในอดีต จากภูมิประเทศที่ติดชายแดนลาว ผู้คนที่นี่ทำการค้าขายกับคนลาวฝั่งตรงข้ามอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่อดีตกาล
ครั้นประเทศลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ศิลปวัฒนธรรมการก่อสร้างบ้านเรือน อาหารการกิน คนที่นี่พลอยได้รับอารยธรรมฝรั่งเศสไปด้วย
การคมนาคมนอกจากเรือ แล้ว จักรยานเห็นจะเป็นยานพาหนะยอดฮิตของผู้คนที่นี่ เราสามารถเห็นจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงอยู่หน้าบ้าน แถวเชียงคานอยู่ทั่วไป
บ้านเรือทรงไทยโบราณเกือบร้อยปี หากใครมีฐานะหน่อยก็จะมีระเบียงหน้าบ้าน จนหน่อยก็มีแค่หน้าต่าง
วัฒนธรรมการใส่บาตรข้าวเหนียวยามเช้า ยังคงมีให้เห็นอยู่ พระที่นี่เดินบินฑบาตกันแต่เช้ามืด ประมาณ 6.00 น. ช่วงหน้าหนาวสว่างช้าหน่อยก็เดินกันตั้งแต่ 6.30 น.
ทางหอการค้าท่องเที่ยว จ.เลย มีแผนการหลายอย่างที่จะอนุรักษ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ สิ่งก่อสร้าง ภาษาท้องถิ่น ของผู้คนที่นี่
ปัจจุบันทางการกำลังทำถนนจาก อ.ท่าลี่ สู่ หลวงพระบาง ประเทศลาว ประมาณ 320 กม. ถือว่าสั้นและสะดวกที่สุดในการเดินทางโดยรถยนต์ โครงการนี้จะแล้วเสร็จ ประมาณปี 2556
ลัดเลาะสองฝั่งโขง แถวเชียงคานนี่เอง เป็นจุดเริ่มลำน้ำโขงที่มาบรรจบกับลำน้ำเหือง ไหลผ่านอีกหลาย อำเภอ ของอีกหลายจังหวัดของประเทศไทย ทิวทัศน์แปลกตา มีเกาะแก่งน้อยใหญ่ให้ดูชมตลาดเส้นทางที่คู่ขนานกับลำน้ำสายนี้
อาหารการกิน ส่วนใหญ่เป็นจำพวกปลาต่างๆ จากแหล่งน้ำโขงนี่เอง
แหล่งที่มา: http://www.เชียงคาน.com
อิสระอยู่ที่ใจไปไหนไป "เลย"
เมืองเชียงคาน ในปัจจุบันเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในสายตาของนักท่องเที่ยว เป็นชุมชนที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาได้ยาวนานกว่า 100 ปี ซึ่งเพิ่งจะมีการจัดงานฉลอง "100 ปี เชียงคาน เมืองโบราณ ริมฝั่งโขง" ไปเมื่อวันที่ 4-6 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมานี้เอง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความเป็นเอกลักษณ์ให้คงอยู่สืบไป
เมืองเชียงคาน เมืองโบราณ.. บ้านไม้เก่าๆ ร้านกาแฟ มุมหนังสือเล็กๆ เท่านั้น แต่กลับมีนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว เดินเที่ยวกันให้เต็มไปหมด อาจจะด้วยเพราะเมืองเชียงคานนี้เงียบสงบ บรรยากาศดี ด้วยการที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แต่ผสมผสานกับความเป็นสมัยใหม่ที่ไม่มากจนเกินไปได้อย่างลงตัวในแบบฉบับของเชียงคาน ผู้คนที่เชียงคานก็เป็นมิตร อัธยาศัยดี และการไปเที่ยวที่เชียงคานก็ไม่แพงจนเกินกำลัง ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเชียงคานแห่งนี้ ก็จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น หลายๆ สิ่งที่เชียงคานอาจเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เชียงคานจะไม่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าเราทุกคนยังคงช่วยกันรักษาความเป็นเอกลักษณ์ ดำรงวิถีชีวิตในแบบของเชียงคานสืบไป ความเป็นเชียงคานที่คงความเป็นเอกลักษณ์ได้ยาวนานกว่าร้อยปี ก็จะเป็นเช่นเดิมตลอดไป.. อ่านต่อ
เชียงคาน อำเภอเล็ก อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง จากอาณาจักรล้านช้างในอดีต จากภูมิประเทศที่ติดชายแดนลาว ผู้คนที่นี่ทำการค้าขายกับคนลาวฝั่งตรงข้ามอยู่สม่ำเสมอตั้งแต่อดีตกาล
ครั้นประเทศลาวตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ศิลปวัฒนธรรมการก่อสร้างบ้านเรือน อาหารการกิน คนที่นี่พลอยได้รับอารยธรรมฝรั่งเศสไปด้วย
การคมนาคมนอกจากเรือ แล้ว จักรยานเห็นจะเป็นยานพาหนะยอดฮิตของผู้คนที่นี่ เราสามารถเห็นจักรยานรุ่นเก่าจอดเรียงอยู่หน้าบ้าน แถวเชียงคานอยู่ทั่วไป
บ้านเรือทรงไทยโบราณเกือบร้อยปี หากใครมีฐานะหน่อยก็จะมีระเบียงหน้าบ้าน จนหน่อยก็มีแค่หน้าต่าง
วัฒนธรรมการใส่บาตรข้าวเหนียวยามเช้า ยังคงมีให้เห็นอยู่ พระที่นี่เดินบินฑบาตกันแต่เช้ามืด ประมาณ 6.00 น. ช่วงหน้าหนาวสว่างช้าหน่อยก็เดินกันตั้งแต่ 6.30 น.
ทางหอการค้าท่องเที่ยว จ.เลย มีแผนการหลายอย่างที่จะอนุรักษ์ วัฒนธรรมความเป็นอยู่ สิ่งก่อสร้าง ภาษาท้องถิ่น ของผู้คนที่นี่
ปัจจุบันทางการกำลังทำถนนจาก อ.ท่าลี่ สู่ หลวงพระบาง ประเทศลาว ประมาณ 320 กม. ถือว่าสั้นและสะดวกที่สุดในการเดินทางโดยรถยนต์ โครงการนี้จะแล้วเสร็จ ประมาณปี 2556
ลัดเลาะสองฝั่งโขง แถวเชียงคานนี่เอง เป็นจุดเริ่มลำน้ำโขงที่มาบรรจบกับลำน้ำเหือง ไหลผ่านอีกหลาย อำเภอ ของอีกหลายจังหวัดของประเทศไทย ทิวทัศน์แปลกตา มีเกาะแก่งน้อยใหญ่ให้ดูชมตลาดเส้นทางที่คู่ขนานกับลำน้ำสายนี้
อาหารการกิน ส่วนใหญ่เป็นจำพวกปลาต่างๆ จากแหล่งน้ำโขงนี่เอง
แหล่งที่มา: http://www.เชียงคาน.com
การผ่าตัดเสริมสวยด้วยจมูก
วิธีการผ่าตัด
การเสริมจมูกจะใช้การผ่าตัดขนาดเล็ก และเกือบจะทั้งหมดใช้ในการเสริมด้วยซิลิโคน (Medical Grade Silicone) ที่ยอมรับถึงความปลอดภัยสูง โดยสอดผ่านทางรอยผ่าตัดนี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก แพทย์จะเริ่มผ่าตัดขนาดเล็กที่ด้านในของจมูก ซึ่งแผลเหล่านี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก แพทย์จะเริ่มผ่าตัดโดยการออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับรูปหน้า และโครงสร้างจมูกก่อน จากนั้นจึงเริ่มการเสริมจมูกโดยการฉีดยาชาพาะบริเวณที่รอบจมูก บางรายอาจใช้ยาสลบร่วมด้วยโดยการฉีดยาหรือกินก็มี สำหรับผู้ที่จะทำเกิดตื่นเต้นมาก แต่ส่วนใหญ่ใช้ยาชาก็พอแล้ว หลังผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้ทันที แพทย์จะนัดมาตรวจดูอีกครั้ง 7 วันให้หลัง เพื่อตัดไหมและตรวจดูความเรียบร้อย
การดูแลหลังผ่าตัด
โดยทั่วไปแล้วมักไม่จำเป็นต้องปิดแผลบริเวณที่จมุกเลย สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีโดยที่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตความผิดปกติ (ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ด้วย) นอกจากอาการบวมปูดให้ผิดสังเกต แต่แพทย์บางคนอาจนิยมใช้ Plaster ปิดบริเวณสันจมุกหรืออาจใช้เผือกดามบริเวณสันจมูกด้วย แล้วแต่ความนิยมและประสบการณ์ของแพทย์แต่ละคน
เมื่อกลับถึงบ้านให้ใช้ผ้าเย็นประคบโดยรอบจมูกประมาณ 1 -2 วัน เพื่อไม่ให้มีเลือดออกจะได้มีอาการบวมน้อยลงลดอาการอักเสบ จากนั้นวันที่ 3 – 4 เมื่อมีอาการบวมเต็มที่แล้วให้เปลี่ยนมาประคบด้วยผ้าอุ่นเพื่อลดอาการบวมให้น้อยลง
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
พอได้น้อย ถ้าได้รัการผ่าตัดอย่างถูกต้องและมีการดูแลที่ดีพอ อย่างไรก็ดีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นได้คือ
1. จมูกที่เสริมเกิดความเอียง ผิดรูปทรง ถ้าคุณตรวจพบในระยะแรก 1 -2 สัปดาห์แรกที่แผลยังไม่เข้าที่ แพทย์อาจช่วยดัดให้เข้าที่ได้ ถ้าเกิดภายหลังอาจเกิดการชนหรือกระแทกบริเวณจมุกจะไม่สามารถตัดให้เข้าที่ได้ มักจะต้องผ่าตัดใหม่
2. เกิดอาการจมูกอักเสบ เกิดขึ้นได้ ถ้ามีการติดเชื้อบริเวณที่ทำการผ่าตัด หรือบางครั้งเกิดจากการอักเสบผิวหนังบริเวณใก้เคียง เช่น เป็นบริเวณจมูก บ่อยครั้งที่มักเกิดจากการเสริมที่โด่งเกินไป เพราะอยากได้จมูกเกิดความยืดตัวของผิวหนัง จนเกิดแดงที่บริเวณปลายจมูก และอาจทะลุออกมาได้
แหล่งที่มา :http://www.krabork.com
การเสริมจมูกจะใช้การผ่าตัดขนาดเล็ก และเกือบจะทั้งหมดใช้ในการเสริมด้วยซิลิโคน (Medical Grade Silicone) ที่ยอมรับถึงความปลอดภัยสูง โดยสอดผ่านทางรอยผ่าตัดนี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก แพทย์จะเริ่มผ่าตัดขนาดเล็กที่ด้านในของจมูก ซึ่งแผลเหล่านี้จะมองไม่เห็นจากภายนอก แพทย์จะเริ่มผ่าตัดโดยการออกแบบซิลิโคนให้เข้ากับรูปหน้า และโครงสร้างจมูกก่อน จากนั้นจึงเริ่มการเสริมจมูกโดยการฉีดยาชาพาะบริเวณที่รอบจมูก บางรายอาจใช้ยาสลบร่วมด้วยโดยการฉีดยาหรือกินก็มี สำหรับผู้ที่จะทำเกิดตื่นเต้นมาก แต่ส่วนใหญ่ใช้ยาชาก็พอแล้ว หลังผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้ทันที แพทย์จะนัดมาตรวจดูอีกครั้ง 7 วันให้หลัง เพื่อตัดไหมและตรวจดูความเรียบร้อย
การดูแลหลังผ่าตัด
โดยทั่วไปแล้วมักไม่จำเป็นต้องปิดแผลบริเวณที่จมุกเลย สามารถเดินทางกลับบ้านได้ทันทีโดยที่คนทั่วไปอาจไม่สังเกตความผิดปกติ (ขึ้นอยู่กับฝีมือของแพทย์ด้วย) นอกจากอาการบวมปูดให้ผิดสังเกต แต่แพทย์บางคนอาจนิยมใช้ Plaster ปิดบริเวณสันจมุกหรืออาจใช้เผือกดามบริเวณสันจมูกด้วย แล้วแต่ความนิยมและประสบการณ์ของแพทย์แต่ละคน
เมื่อกลับถึงบ้านให้ใช้ผ้าเย็นประคบโดยรอบจมูกประมาณ 1 -2 วัน เพื่อไม่ให้มีเลือดออกจะได้มีอาการบวมน้อยลงลดอาการอักเสบ จากนั้นวันที่ 3 – 4 เมื่อมีอาการบวมเต็มที่แล้วให้เปลี่ยนมาประคบด้วยผ้าอุ่นเพื่อลดอาการบวมให้น้อยลง
ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด
พอได้น้อย ถ้าได้รัการผ่าตัดอย่างถูกต้องและมีการดูแลที่ดีพอ อย่างไรก็ดีอาการแทรกซ้อนเหล่านี้ก็อาจเกิดขึ้นได้คือ
1. จมูกที่เสริมเกิดความเอียง ผิดรูปทรง ถ้าคุณตรวจพบในระยะแรก 1 -2 สัปดาห์แรกที่แผลยังไม่เข้าที่ แพทย์อาจช่วยดัดให้เข้าที่ได้ ถ้าเกิดภายหลังอาจเกิดการชนหรือกระแทกบริเวณจมุกจะไม่สามารถตัดให้เข้าที่ได้ มักจะต้องผ่าตัดใหม่
2. เกิดอาการจมูกอักเสบ เกิดขึ้นได้ ถ้ามีการติดเชื้อบริเวณที่ทำการผ่าตัด หรือบางครั้งเกิดจากการอักเสบผิวหนังบริเวณใก้เคียง เช่น เป็นบริเวณจมูก บ่อยครั้งที่มักเกิดจากการเสริมที่โด่งเกินไป เพราะอยากได้จมูกเกิดความยืดตัวของผิวหนัง จนเกิดแดงที่บริเวณปลายจมูก และอาจทะลุออกมาได้
แหล่งที่มา :http://www.krabork.com
วิธีการดูแลรักษาสุขภาพตา - การตรวจสุขภาพตา
การวัดระดับการมองเห็น
การวัดสายตา
การวัดความดันตา
การหยอดยาขยายม่านตา
การพบจักษุแพทย์
สาเหตุที่การตรวจสุขภาพตามีความสำคัญ
ท่านอาจสงสัยว่า ทำไมต้องตรวจสุขภาพตา หากท่านไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาหรือการมองเห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคทางตาบางโรคไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่าจะอยู่ในขั้นที่รุนแรง ซึ่งอาจไม่สามารถรักษาให้เป็นปกติได้ ดังนั้น ท่านจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดอย่างน้อยสองปีต่อหนึ่งครั้ง และเมื่อท่านอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โอกาสที่จะเกิดโรคทางตามีสูงขึ้นพร้อมกับอายุที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น โรคต้อหิน พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ซึ่งไม่มีอาการใดๆเลยประมาณ 0.5 %
ขั้นตอนการตรวจมี 4 ขั้นตอน คือ
1. การวัดระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่า
ขั้นตอนแรกในการตรวจสภาพตา คือ การวัดระดับการมองเห็น ด้วยตาเปล่า ซึ่งช่วยให้ทราบว่าท่านสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ดีมากเท่าไร โดยการอ่านแผนภูมิตัวเลขซึ่งมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ผลของการวัดระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่าจะได้รับการวัดออกมาในระยะห่าง 20 ฟุต โดยเทียบกับการมองเห็นของคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น การมองเห็นในระดับ 20/200 หมายถึง ตัวเลขที่เล็กที่สุดที่ท่านสามารถอ่านได้ในระยะห่าง 20 ฟุต คนทั่วไปสามารถอ่านได้ในระยะ 200 ฟุต ซึ่งหมายความว่าท่านไม่สามารถมองเห็นได้ดีเท่ากับคนทั่วไป
การสอบใบขับขี่ด้วยตาเปล่าผ่านได้ จะต้องมีการมองเห็นอยู่ที่ระดับ 20/40 ดังนั้นการมองเห็นในระดับ 20/40 จึงถือเป็นการมองเห็นปกติตามกฎหมาย สำหรับการมองเห็นในระดับ 20/20 ถือว่าเป็นการมองเห็นที่ดีที่สุด หากท่านไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20 ขั้นตอนต่อไปในการตรวจ คือ การตรวจด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง
2. การวัดสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ
หากท่านไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20 การตรวจด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ สามารถตรวจหาความผิดปกติในการมองเห็นของท่านได้ เช่น สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และ สายตาเอียง ซึ่งเกิดจากกำลังการรวมแสงไม่พอดีกับความยาวของลูกตา การวัดสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ สามารถหาค่าความผิดปกติในการมองเห็นของท่าน และมีการเปลี่ยนเลนส์ในแบบต่างๆ เพื่อให้ได้การมองเห็นที่ดีที่สุดในตาแต่ละข้าง ซึ่งจักษุแพทย์จะใช้ผลจากการวัดสายตานี้ เพื่อใช้ตัดแว่นสายตาซึ่งเหมาะสมกับค่าสายตาของท่าน และค่าสายตาที่แน่นอนในการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
3. การวัดความดันตา
การวัดความดันตา เป็นการตรวจหาโอกาสที่จะเป็นโรคต้อหิน ซึ่งเกิดจากดวงตาไม่สามารถทนความดันภายในตัวเองได้ ผู้ที่เป็นโรคต้อหินส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ และมีความดันตาสูงกว่าปกติซึ่งอยู่ที่ 10-20 มิลลิเมตรปรอท หากตรวจแล้วพบว่ามีความดันตาผิดปกติ จักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดว่าเป็นโรคต้อหินหรือไม่ การวัดความดันตามีหลายวิธีและระดับความถูกต้องแม่นยำก็แตกต่างกันไป
4. การตรวจสุขภาพตา
ขั้นตอนสุดท้ายของการตรวจสุขภาพตา คือ การพบจักษุแพทย์ โดยจักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียด วิเคราะห์ผลการตรวจ และสรุปผลให้ท่านทราบ แพทย์อาจแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาโรคทางตาบางชนิด หรือ อาจแนะนำให้ใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยในการมองเห็น เช่น แว่นสายตา และอาจมีการรักษาปัญหาที่พบในระหว่างการตรวจ หรือแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาต่อไป
แหล่งที่มา : http://www.lasikthai.com
การวัดระดับการมองเห็น
การวัดสายตา
การวัดความดันตา
การหยอดยาขยายม่านตา
การพบจักษุแพทย์
สาเหตุที่การตรวจสุขภาพตามีความสำคัญ
ท่านอาจสงสัยว่า ทำไมต้องตรวจสุขภาพตา หากท่านไม่พบความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาหรือการมองเห็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว โรคทางตาบางโรคไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่าจะอยู่ในขั้นที่รุนแรง ซึ่งอาจไม่สามารถรักษาให้เป็นปกติได้ ดังนั้น ท่านจึงควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างละเอียดอย่างน้อยสองปีต่อหนึ่งครั้ง และเมื่อท่านอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โอกาสที่จะเกิดโรคทางตามีสูงขึ้นพร้อมกับอายุที่มากขึ้น ตัวอย่างเช่น โรคต้อหิน พบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ซึ่งไม่มีอาการใดๆเลยประมาณ 0.5 %
ขั้นตอนการตรวจมี 4 ขั้นตอน คือ
1. การวัดระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่า
ขั้นตอนแรกในการตรวจสภาพตา คือ การวัดระดับการมองเห็น ด้วยตาเปล่า ซึ่งช่วยให้ทราบว่าท่านสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ดีมากเท่าไร โดยการอ่านแผนภูมิตัวเลขซึ่งมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ผลของการวัดระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่าจะได้รับการวัดออกมาในระยะห่าง 20 ฟุต โดยเทียบกับการมองเห็นของคนทั่วไป ตัวอย่างเช่น การมองเห็นในระดับ 20/200 หมายถึง ตัวเลขที่เล็กที่สุดที่ท่านสามารถอ่านได้ในระยะห่าง 20 ฟุต คนทั่วไปสามารถอ่านได้ในระยะ 200 ฟุต ซึ่งหมายความว่าท่านไม่สามารถมองเห็นได้ดีเท่ากับคนทั่วไป
การสอบใบขับขี่ด้วยตาเปล่าผ่านได้ จะต้องมีการมองเห็นอยู่ที่ระดับ 20/40 ดังนั้นการมองเห็นในระดับ 20/40 จึงถือเป็นการมองเห็นปกติตามกฎหมาย สำหรับการมองเห็นในระดับ 20/20 ถือว่าเป็นการมองเห็นที่ดีที่สุด หากท่านไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20 ขั้นตอนต่อไปในการตรวจ คือ การตรวจด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการตรวจหาความผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และสายตาเอียง
2. การวัดสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ
หากท่านไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับ 20/20 การตรวจด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ สามารถตรวจหาความผิดปกติในการมองเห็นของท่านได้ เช่น สายตาสั้น สายตายาวโดยกำเนิด และ สายตาเอียง ซึ่งเกิดจากกำลังการรวมแสงไม่พอดีกับความยาวของลูกตา การวัดสายตาด้วยเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติ สามารถหาค่าความผิดปกติในการมองเห็นของท่าน และมีการเปลี่ยนเลนส์ในแบบต่างๆ เพื่อให้ได้การมองเห็นที่ดีที่สุดในตาแต่ละข้าง ซึ่งจักษุแพทย์จะใช้ผลจากการวัดสายตานี้ เพื่อใช้ตัดแว่นสายตาซึ่งเหมาะสมกับค่าสายตาของท่าน และค่าสายตาที่แน่นอนในการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
3. การวัดความดันตา
การวัดความดันตา เป็นการตรวจหาโอกาสที่จะเป็นโรคต้อหิน ซึ่งเกิดจากดวงตาไม่สามารถทนความดันภายในตัวเองได้ ผู้ที่เป็นโรคต้อหินส่วนใหญ่จะไม่มีอาการใดๆ และมีความดันตาสูงกว่าปกติซึ่งอยู่ที่ 10-20 มิลลิเมตรปรอท หากตรวจแล้วพบว่ามีความดันตาผิดปกติ จักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียดว่าเป็นโรคต้อหินหรือไม่ การวัดความดันตามีหลายวิธีและระดับความถูกต้องแม่นยำก็แตกต่างกันไป
4. การตรวจสุขภาพตา
ขั้นตอนสุดท้ายของการตรวจสุขภาพตา คือ การพบจักษุแพทย์ โดยจักษุแพทย์จะทำการตรวจอย่างละเอียด วิเคราะห์ผลการตรวจ และสรุปผลให้ท่านทราบ แพทย์อาจแนะนำให้มีการตรวจเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อหาโรคทางตาบางชนิด หรือ อาจแนะนำให้ใช้อุปกรณ์เพื่อช่วยในการมองเห็น เช่น แว่นสายตา และอาจมีการรักษาปัญหาที่พบในระหว่างการตรวจ หรือแนะนำให้ไปพบจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อทำการรักษาต่อไป
แหล่งที่มา : http://www.lasikthai.com
หลัก ๘ ประการของการดูแลรักษาสุขภาพ
๑. รับประทานอาหาร อย่างถูกต้องเหมาะสม
อาหารเช้า
สำคัญมากเพราะช่วงเช้าร่างกายขาดน้ำตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะเกิดภาวะขาดน้ำตาลซึ่งจะมี
ผลทำให้ความคิดตื้อตันไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย มื้อเช้ารับประทานได้เช้า
ที่สุดยิ่งดี (ระหว่างเวลา ๖.๐๐ – ๗.๐๐ น.) เพราะท้องว่างมานาน หากยังไม่มีอาหารให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำข้าวอุ่น ๆ
ก่อน ควรทานข้าวต้มร้อน ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการขับถ่ายอุจจาระ ถ้าจำเป็นต้องรับประทาน(สาย) ใกล้อาหารมื้อ
กลางวัน อย่ารับประทานมาก
อาหารเพล (อาหารมื้อกลางวัน)
ควรเป็นอาหารหนัก เช่น ข้าวสวย พร้อมกับข้าวครบ ๕ หมู่ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก และควร
รับประทานให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย
๒. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
๓. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
ขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
๔. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
๕. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
๖. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
๗. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
๘. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน
ท่าทางและอิริยาบทในการใช้ชีวิตประจำวัน
แหล่งที่มา: http://www.kalyanamitra.org/
อาหารเช้า
สำคัญมากเพราะช่วงเช้าร่างกายขาดน้ำตาล ถ้าไม่รับประทานอาหารเช้าจะเกิดภาวะขาดน้ำตาลซึ่งจะมี
ผลทำให้ความคิดตื้อตันไม่ปลอดโปร่ง วิตกกังวล ใจสั่น อ่อนเพลีย หงุดหงิด โมโหง่าย มื้อเช้ารับประทานได้เช้า
ที่สุดยิ่งดี (ระหว่างเวลา ๖.๐๐ – ๗.๐๐ น.) เพราะท้องว่างมานาน หากยังไม่มีอาหารให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำข้าวอุ่น ๆ
ก่อน ควรทานข้าวต้มร้อน ๆ จะช่วยให้ง่ายต่อการขับถ่ายอุจจาระ ถ้าจำเป็นต้องรับประทาน(สาย) ใกล้อาหารมื้อ
กลางวัน อย่ารับประทานมาก
อาหารเพล (อาหารมื้อกลางวัน)
ควรเป็นอาหารหนัก เช่น ข้าวสวย พร้อมกับข้าวครบ ๕ หมู่ เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานมาก และควร
รับประทานให้เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกาย
๒. ขับถ่าย อุจจาระ ปัสสาวะ สม่ำเสมอทุกวัน
๓. ใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสม กับฤดูกาล เช่น หน้าหนาวก็ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ สวมหมวก ถุงมือ ถุงเท้า
ขณะนอนตอนกลางคืนควรห่มผ้าปิดถึงอก
๔. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายกลางแจ้งทุกวัน
๕. รักษาความสะอาดของสถานที่พักอาศัย เพื่อช่วยให้สิ่งแวดล้อมดี อากาศดี
๖. รักษาอารมณ์ให้ปลอดโปร่ง แจ่มใสตลอดทั้งวัน และอย่าลืมนั่งสมาธิทุกวัน
๗. พักผ่อนให้เพียงพอ เหมาะสมกับเพศ และวัยไม่ควรนอนดึกเกิน ๒๒.๐๐ น. ติดต่อกันหลายวัน
๘. มีท่าทาง และอิริยาบถที่ถูกต้องเหมาะสม ในการทำงานในชีวิตประจำวัน
ท่าทางและอิริยาบทในการใช้ชีวิตประจำวัน
แหล่งที่มา: http://www.kalyanamitra.org/
หลวงตามหาบัวละสังขาร
เมื่อเวลา 03.10 น.วันที่ 30 มกราคม ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จออกที่ประทับในตัวเมืองอุดรธานีถึงวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี เพื่อทรงเยี่ยมอาการอาพาธของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด และทรงเฝ้าดูแลหลวงตามหาบัวฯ อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา จนถึงเวลา 03.53 น. คณะสงฆ์ ประชาชน ศิษยานุศิษย์ที่อยู่ในวัดที่มารอดูอาการอาพาธของหลวงตามหาบัว ฯ ก็ต้องพากันเศร้าโศกเสียใจเมื่อทราบแน่ชัดแล้ว หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ละสังขาร แล้ว ท่ามกลางการดูแลอย่างใกล้ชิดของคณะแพทย์
ต่อมาในเวลา 07.00 น.นายแพทย์พิชาติ ดลเฉลิมยุทธนา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี นำแถลงการณ์ของคณะแพทย์ที่รักษาหลวงตามาอ่านต่อหน้าคณะสงฆ์ให้ทราบดังนี้
"คำชี้แจงของคณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาองค์หลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี วันที่ 30 มกราคม 2554 เมื่อเวลา 2 นาฬิกา 49 นาที องค์หลวงตามีอาการทรุดลงอยู่ในภาวะวิกฤติ ระดับความดันโลหิตเริ่มต่ำลง ตรวจพบสมองหยุดทำงาน เวลา 3 นาฬิกา 25 นาที ตรวจพบม่านตาขยายไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า เวลา 3 นาฬิกา 40 นาที ชีพจร 54 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 38/19 มิลิเมตรปรอท ออกซิเจนในเลือดมีค่าเท่าศูนย์ เวลา 3 นาฬิกา 50 นาที ชีพจร 49 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต 38/16 มิลิเมตรปรอท ออกซิเจนในเลือดมีค่า = 0 เวลา 3 นาฬิกา 53 นาที ความดันโลหิตมีค่า = 0 หัวใจหยุดเต้นและหยุดหายใจในเวลา 3 นาฬิกา 53 นาที"
ต่อมาพระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก เจ้าอาวาสวัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี ศิษย์ของหลวงตามหาบัว ได้มาประกาศให้ทราบว่า สำหรับศพของหลวงตาฯ นั้นจะไม่มีการฉีดน้ำยาฟอร์มาลีน ในขณะนี้ ก็ได้นำศพของหลวงตาฯ ออกจากห้องปลอดเชื้อมาที่ห้องพักที่หลวงตาเคยพักอยู่เดิมซึ่งอยู่ในกุฏิเดียวกันนี้ก่อนหน้าที่จะปรับปรุงเพิ่มห้องปลอดเชื้อ แล้วอนุญาตให้ญาติพี่น้องของหลวงตาเท่านั้น เข้าไปกราบสักการะศพ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นประธาน ในพิธีถวายน้ำหลวงสรงศพหลวงตามหลวงตามหาบัว และทรงวางพวงมาลา ในเวลา 18.00 น. วันนี้
แหล่งที่มา: http://khaosod.co.th
วันตรุษจีน
วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ของจีน (วันที่ 1 เดือน 1 ของวันจีน)
ถือเป็นเทศกาลใหญ่ที่ประหนึ่งรวมเทศกาลวันตรุษ และอาจรวมเทศกาล
ไหว้สิ้นปีเข้ากับเทศกาลวันตรุษ ซึ่งจะต่างกับวันไทย และวันสากลในขณะ
ที่วันของไทยเป็นวัน- ข้างขึ้น และข้างแรม เดือนหนึ่ง มี 30 วัน ของจีนจะ
เป็นเดือนสั้น และเดือนยาว เดือนสั้นมี 29 วัน เดือนยาวมี 30 วันวันจีนจะ
ช้ากว่าวันข้างขึ้นข้างแรมในปฏิทินอยู่ 2เดือนยกตัวอย่างวันไหว้พระจันทร์
ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 เมื่อดูในปฎิทินจะเป็นขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 หรือ
สมมติว่าวันที่ 31 ธันวาคม 2535 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 2 ก็คิดกลับ
เป็นวัน จีนจะเป็นวันที่ 8 เดือน 12จากนั้นนับต่อจากวันที่ 8 ไปเป็นวันที่ 9
เดือน 12 ของจีนคือวันที่ 1 มกราคม 2536 นับไปเรื่อยๆ จนครบวันที่ 30
เดือน 12 ของจีน ซึ่งจะตรง กับวันที่ 22 มกราคม 2536ของไทยดังนั้นวัน
ตรุษจีน คือ วันที่ 1 เดือน 1 ของจีน ก็ จะตรงกับวันที่ 23 มกราคม2536
วันสิ้นปีจะมีการไหว้ หลายอย่าง นิยมเรียกว่า "วันไหว้" มักเรียก
วันก่อน หน้าวันไหว้ว่า "วันจ่าย" เพราะเป็นวันสุดท้ายที่จะจับจ่ายซื้อของ
ไหว้ของใช้ต่างๆก่อนที่ร้านค้าจะปิดธุรกิจหลายวันการไหว้ตรุษจีนจะนิยม
เรียกกันว่า "วันชิวอิด" แปลว่า วันที่ 1 มีความน่า สนใจตรงที่ว่า คนจีน
จะไหว้ "ไช้ซิ้งเอี๊ย" หรือ "เทพเจ้าแห่ง โชคลาภ" ในเวลากลางดึกเมื่อ
เวลา ย่างเข้าวันตรุษหรือวันชิงอิดไช้ แปล ว่า โชคซิ้ง และเอี๊ย แปลว่า
เจ้า นอกจากนี้เวลาไหว้ยังมีฤกษ์ยาม และทิศ ที่จะตั้งโต๊ะไหว้ยังเป็นทิศ
และเวลาเฉพาะใน แต่ละปี เพื่อความเป็นสิริมงคลของไหว้จะ ไหว้ง่ายๆ
ด้วยส้ม และโหงวเส็กทึ้งกับ นำชา
ของไหว้เจ้าที่ประกอบด้วย
ของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย
ไหว้ 3 อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่
ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วยหมู เป็ด ไก ่ตับ ปลา
ขนมไหว้ ฮวกก้วยหรือขนมถ้วยฟู คักท้อก้วยหรือขนมกุยช่าย(เป็น
ไส้ชนิดใดก็ได้)
ขนมจันอับ ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดแดง
ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องมียืนเป็นหลัก
ผลไม้ ส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียวๆ องุ่น แอ๊ปเปิ้ล ชมพู่ ลูกพลับ
เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่หากมีไหว้ของคาวจะไหว้เหล้าด้วยก็ได้ก็จัด
5 ที่เช่นกัน
กระดาษเงิน กระดาษทอง ชุดไหว้เจ้าที่
จำนวนธูปไหว้ คนละ 5 ดอก
จำนวนชนิดของขนมไหว้ นิยมให้สอดคล้องกับของคาว เช่น ไหว้
ของคาว 3 อย่าง ขนม 3 อย่าง ผลไม้ 3 อย่าง
อื้ คำนี้ แปลว่ากลมๆ ขนมอี๊กลมๆ แป้งนิ่มๆ เคี้ยวง่าย กลืนง่าย
ให้ความหมายมงคลอวยพรให้ชีวิตราบรื่นง่ายดายเหมือนขนมอี๊ที่ไหว ้
และรับประทาน
โหงวเส็กที้ง แปลว่า ขนม 5 สี อันได้แก่ ถั่วตัด งาตัด ข้างพอง
ถั่วเคลือบ น้ำตาล และฟักเชื่อม บางทีก็เรียกว่า “ขนมจันอับ”
ส้ม คนจีนเรียกว่า กา แต่ก็มีอีกคำหนึ่งเรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า
โชคดี (ส่วนมากนิยมไหว้ 4 ผล เพราะเลขสี่พ้องเสียงคำ “สี่” ที่แปลว่าดี)
การไหว้เจ้าที่ และ ไหว้บรรพบุรุษ
ของไหว้เจ้าที่ประกอบด้วย
ของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย
ไหว้ 3 อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่
ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา
ขนมไหว้ ฮวกก้วยหรือขนมถ้วยฟู คักท้อก้วยหรือขนมกุยช่าย
(เป็น ไส้ชนิดใดก็ได้)
ขนมจันอับ ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดแดง
ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องมียืนเป็นหลัก
ผลไม้ ส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียวๆ องุ่น แอ๊ปเปิ้ล ชมพู่ ลูกพลับ
เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่ หากมีไหว้ของคาวจะไหว้เหล้าด้วยก็ได้ ก็จัด
5 ที่เช่นกัน
กระดาษเงิน กระดาษทอง ชุดไหว้เจ้าที่
จำนวนธูปไหว้ คนละ 5 ดอก
จำนวนชนิดของขนมไหว้ นิยมให้สอดคล้องกับของคาว เช่น ไหว้ของ
คาว 3 อย่าง ขนม 3 อย่าง ผลไม้ 3 อย่าง
ของไหว้บรรพบุรุษประกอบด้วย
ของคาว หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา แล้วแต่ว่าจะไหว้มากหรือน้อย
ไหว้ 3 อย่าง เรียกว่า ชุดซาแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่
ไหว้ 5 อย่าง เรียกว่า ชุดโหงวแซ ประกอบด้วย หมู เป็ด ไก่ ตับ ปลา
กับข้าว นิยม 8 อย่าง หรือ 10 อย่าง โดยให้มีของน้ำ 1 อย่าง
ข้าว ข้าวสวยใส่ชาม พร้อมตะเกียบ จำนวนชุดตามจำนวนบรรพบุรุษ
นิยมนับถึงแค่รุ่นปู่ย่า
ขนมไหว้ ฮวกก้วยหรือขนมถ้วยฟู คักท้อก้วยหรือขนมกุยช่าย
(เป็นไส้ชนิดใดก็ได้)
ขนมจันอับ ซาลาเปา ขนมไหว้นี้ต้องมีสีชมพู หรือมีแต้มจุดแดง
ขนมไหว้พิเศษ ขนมเข่ง ขนมเทียน ต้องมียืนเป็นหลัก
ผลไม้ ส้ม กล้วยทั้งหวีเลือกเขียวๆ องุ่น แอ๊ปเปิ้ล ชมพู่ ลูกพลับ
เครื่องดื่ม น้ำชา 5 ที่ หากมีไหว้ของคาวจะไหว้เหล้าด้วยก็ได้ ก็จัด
5 ที่เช่นกัน
กระดาษเงิน กระดาษทอง ต้องมี อ่วงแซจิ่ว สำหรับใบเบิกทางให้
บรรพบุรุษลง มารับของไหว้
ทองแท่งสำเร็จรูป แบงก์กงเต็ก ค้อซี ฯลฯจะมากหรือน้อยแล้วแต่เรา
จำนวนธูปไหว้ คนละ 3 ดอก
การไหว้ ไหว้ที่หน้ารูปบรรพบุรุษ หลังจากไหว้เจ้าที่เสร็จแล้ว
จำนวนชนิดของขนมไหว้ นิยมให้สอดคล้องกับของคาว เช่น ไหว้ของ
คาว 3 อย่าง ขนม 3 อย่าง ผลไม้ 3 อย่าง
แหล่งที่มา : http://www.tumsrivichai.com
วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554
บทความที่เป็นประโยชน์ทางการตลาด
บทความที่1: "โก๋แก่ โดดงับ รับล้าน การตลาดเชิงรุกที่น่าจับตา"
งานสนุกมาก บรรยากาศแบบ Festival เล็กๆ มีอะไรให้เล่นมากมาย
และที่พลาดไม่ได้ คือ การแข่งขันโดดงับรับล้าน ที่ได้ผู้ชนะไปเรียบร้อยแล้วแบบลุ้นระทึก
เกมการแข่งขันง่ายๆที่ใครๆก็เข้าร่วมได้ ทำให้เข้าถึงคนผ่านไปผ่านมาที่สนใจเข้ามาแจมได้ง่าย
รวมถึงคนที่สนใจแข่งขันแบบจริงจังเพื่อชิงรางวัลก็มีไม่น้อยเป็นพันๆคู่ ที่สมัครเข้ามาจากทุกสารทิศ
การที่มีคนผ่านเข้ารอบเยอะมาก จนกระทั่งต้องแข่งเฉือนกันหลายๆรอบ ดวลหาผู้ชนะ
นอกจากทำให้เกมดูจริงจัง และเข้มข้นแล้ว ยังทำให้มีรสชาติการลุ้น และติดตามอย่างมาก
เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ให้คนอดใจลุ้นกับเสี้ยววินาทีการแข่งขันได้อย่างดี
รูปแบบการจัดงานจัดได้ว่าลงตัว มีความสนุกสนาน สตาฟตั้งใจทำงานและสนใจผู้ร่วมงานดี
รวมถึงตัวผู้บริหารเอง ลงมาเล่นกับงานตลอด ยิ่งทำให้งานดูเป็นกันเอง รวมถึงมองเห็นพื้นที่ภาคสนามด้วยสายตาตัวเองจริงๆ
กิจกรรมการตลาดของโก๋แก่ ถือเป็นงานหนึ่งที่น่าจับมาพูดถึงท่ามกลางเกมการตลาดของหลายๆค่ายในหน้าร้อนนี้ครับ
จุดเด่นของเกมแบบนี้ ที่จริงสามารถต่อยอดสร้างกระแสการติดตามได้อย่างสบายๆ
ผมเองมองดูแล้วเห็นว่าโก๋แก่นำไปจัดการแข่งขันที่ประเทศใดก็ได้
เนื่องจากโก๋แก่ มีการจัดจำหน่ายในหลายประเทศ และขยายตลาดได้ ถ้ามีคนรู้จักยี่ห้อ และจดจำสินค้าได้
แน่นอนถ้ากระตุ้นให้เกิดการทดลองซื้อแล้ว โอกาสซื้อซ้ำมีสูง เพราะถั่วแบบโก๋แก่ ทานง่าย และทานเพลิน
แน่นอน…การแข่งขันแบบนี้ยังไม่เคยมีใครจัดแข่งขึ้นมาก่อนครับ
ในระดับความสูงขนาดนี้ ถ้าจะเป็นการแข่งขันที่ทำสถิติโลกไปด้วยในอนาคต ไม่ยากเลย
ลงทุนแบบลงกินเนสส์บุ๊ค แค่บันทึกครั้งเดียว ชื่อยี่ห้อโก๋แก่ก็จะพ่วงไปกับสถิติโลก
ยิงนกทีเดียวได้ 3 ตัว
เพราะอย่างแรก การแข่งขันที่เงินรางวัลสูง จะก่อให้เกิดนักล่ารางวัลที่สนใจซ้อมเพื่อการแข่งขัน
ทำให้ได้การแข่งขันที่สนุก และมีโอกาสที่จะแข่งกันแบบคมเฉือนคมให้คนติดตามได้อย่างสนุกในปีต่อไป
ความสนุกทำให้คนจดจำ และมีเรื่องราวพูดถึงโก๋แก่โดยกลไกของเกมซึ่งเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก
อย่างที่สอง กระแสที่คนเห็นว่าได้เงินรางวัล 1 ล้านบาทแบบง่ายๆ ไม่ยากเกินคว้า จะทำให้
ยอดขายเพิ่มขึ้นอีกส่วน คิดง่ายๆว่ามีคนสนใจแข่งขันแค่ 5000 คู่ หนึ่งหมื่นคน
แต่ละคู่ จะต้องซื้อโก๋แก่มาซ้อมอย่างน้อยคนละ 200-300 บาท ตลอดปี
300×5,000= 1,500,000 บาทเข้าไปแล้ว (ถ้าฮิตกว่านี้จะขนาดไหน)
ยิ่งถ้ายอดความสนใจมากขึ้นเท่าไหร่ คนสนใจเตรียมตัวเข้าแข่งขันเท่าไหร่
และมีกลยุทธต่อยอดกระตุ้นกระแสมากเท่าไหร่ ยิ่งก้าวยิ่งคุ้มสำหรับเกมการตลาดนี้
อย่างที่สาม คือการทำตลาดสู่ระดับ mass ซึ่งเป็นกลุ่มหลัก
การมีเรื่องราวให้พูดถึง และเป็นเรื่องราวที่อยู่ในประเด็นความสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
ยิ่งต่อยอดการจดจำสินค้า และการทดลองซื้อของกลุ่มใหม่ๆไปด้วย
ซึ่งถ้าต่อยอดไปจนถึงระดับบันทึกสถิติโลก ยิ่งต่อยอดไปได้อีกในการทำตลาดต่อไป
ใน ตปท. หรือแม้กระทั่งการเปิดตัวสินค้าในตลาดใหม่ๆ เพราะมีจุดแข็งในการทำให้จดจำได้
อย่างไรก็ดี ถ้าเรามองในแง่มุมของ SWOT แล้ว ก็จะเห็นว่าจุดแข็งนี้ ยากยิ่งที่คู่แข่งจะลอกเลียนแบบ
แต่ก็ยังต้องระมัดระวังประเด็นโจมตีในแง่อันตรายของผู้แข่งขัน (ทั้งที่แข่งไปแล้ว ก็จะเห็นว่าไม่มีกรณ๊ที่คิดๆกันเกิดขึ้นง่ายๆ)
เนื่องจากคนที่รับถั่ว ในขณะที่ตั้งใจรับถั่ว จะต้องกลั้นลมหายใจชั่วขณะ
วิธีการที่รับถั่วถูกต้องนั้น คล้ายๆกับช่วงเวลาขณะยิงปืน
คือจะต้องกลั้นลมหายใจช่วงขณะ ซึ่งหลอดลมจะปิดโดยธรรมชาติ และปลอดภัยในการรับถั่วมากขึ้น
ซึ่งการดำเนินการตลาดจะต้องควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง
กรณีที่ถั่วจะหลุดลงไปในหลอดลมนั้น จะต้องเกิดจากการที่คนๆนั้น อ้าปากรับถั่วพร้อมกับหายใจเข้า
และโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก การพยายามรับถั่ว แล้วถั่วโดนหน้าโดนตายังมีโอกาสมากกว่า
ดังนั้น การใส่แว่นป้องกัน ฯลฯ
พวกนี้ไม่ควรมองข้ามที่จะ PR ไปพร้อมๆกัน
แต่ก็นั่นแหละครับ นิ่งนอนใจไม่ได้ คนเรามีหลายประเภท จึงจำเป็นตั้งรีบ PR ดักทางกันไว้ก่อนล่วงหน้า
เพราะถ้ามีการประชาสัมพันธ์ดักไว้ล่วงหน้าแล้ว มันจะกลายเป็นเคสของผู้ที่เล่นไม่ถูกต้องทั้งที่เขาแนะนำวิธีที่ถูกไว้แล้ว
ไม่เสียหายต่อองค์กร ในกรณีที่เกิดมีคนประเภทที่ไม่รู้เรื่องเกิดทำพลาดขึ้นมา และไม่มีการ PR วิธีการที่ถูกต้องในการรับไว้
สื่อ และคนที่โจมตีจะหยิบประเด็นอิทธิพลจากการแข่งขันโดดงับรับล้านขึ้นมาโจมตีได้
เรียกได้ง่ายๆว่า ต้องมองข้ามชอตถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ติดตามมาหลังจากการจัดการแข่งขันล่วงหน้าไว้ด้วย
ก่อนที่จะวัวหายแล้วล้อมคอกครับ
ถ้าเตรียมการไว้เป็นอย่างดี ผมเชื่อว่าในปีหน้า การแข่งขันอีกครั้งของปีที่ 2 ของโก๋แก่
จะมีผู้สมัครเข้าแข่งขัน ถล่มทลายกว่านี้อีกครับ เพราะโดยเฉพาะเศรษฐกิจแบบนี้ เชื่อได้เลยว่า
เงินหนึ่งล้านมีค่า และมีความหมายมากพอที่จะเตรียมตัวฝึกซ้อมรอการแข่งขัน
ยิ่งประชาสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้าให้คนแน่ใจด้วยล่ะก็
การตลาดชิ้นนี้จะทำงานให้ผลอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว
แหล่งที่มา:http//www.geranun.com
งานสนุกมาก บรรยากาศแบบ Festival เล็กๆ มีอะไรให้เล่นมากมาย
และที่พลาดไม่ได้ คือ การแข่งขันโดดงับรับล้าน ที่ได้ผู้ชนะไปเรียบร้อยแล้วแบบลุ้นระทึก
เกมการแข่งขันง่ายๆที่ใครๆก็เข้าร่วมได้ ทำให้เข้าถึงคนผ่านไปผ่านมาที่สนใจเข้ามาแจมได้ง่าย
รวมถึงคนที่สนใจแข่งขันแบบจริงจังเพื่อชิงรางวัลก็มีไม่น้อยเป็นพันๆคู่ ที่สมัครเข้ามาจากทุกสารทิศ
การที่มีคนผ่านเข้ารอบเยอะมาก จนกระทั่งต้องแข่งเฉือนกันหลายๆรอบ ดวลหาผู้ชนะ
นอกจากทำให้เกมดูจริงจัง และเข้มข้นแล้ว ยังทำให้มีรสชาติการลุ้น และติดตามอย่างมาก
เรียกได้ว่ามีเสน่ห์ให้คนอดใจลุ้นกับเสี้ยววินาทีการแข่งขันได้อย่างดี
รูปแบบการจัดงานจัดได้ว่าลงตัว มีความสนุกสนาน สตาฟตั้งใจทำงานและสนใจผู้ร่วมงานดี
รวมถึงตัวผู้บริหารเอง ลงมาเล่นกับงานตลอด ยิ่งทำให้งานดูเป็นกันเอง รวมถึงมองเห็นพื้นที่ภาคสนามด้วยสายตาตัวเองจริงๆ
กิจกรรมการตลาดของโก๋แก่ ถือเป็นงานหนึ่งที่น่าจับมาพูดถึงท่ามกลางเกมการตลาดของหลายๆค่ายในหน้าร้อนนี้ครับ
จุดเด่นของเกมแบบนี้ ที่จริงสามารถต่อยอดสร้างกระแสการติดตามได้อย่างสบายๆ
ผมเองมองดูแล้วเห็นว่าโก๋แก่นำไปจัดการแข่งขันที่ประเทศใดก็ได้
เนื่องจากโก๋แก่ มีการจัดจำหน่ายในหลายประเทศ และขยายตลาดได้ ถ้ามีคนรู้จักยี่ห้อ และจดจำสินค้าได้
แน่นอนถ้ากระตุ้นให้เกิดการทดลองซื้อแล้ว โอกาสซื้อซ้ำมีสูง เพราะถั่วแบบโก๋แก่ ทานง่าย และทานเพลิน
แน่นอน…การแข่งขันแบบนี้ยังไม่เคยมีใครจัดแข่งขึ้นมาก่อนครับ
ในระดับความสูงขนาดนี้ ถ้าจะเป็นการแข่งขันที่ทำสถิติโลกไปด้วยในอนาคต ไม่ยากเลย
ลงทุนแบบลงกินเนสส์บุ๊ค แค่บันทึกครั้งเดียว ชื่อยี่ห้อโก๋แก่ก็จะพ่วงไปกับสถิติโลก
ยิงนกทีเดียวได้ 3 ตัว
เพราะอย่างแรก การแข่งขันที่เงินรางวัลสูง จะก่อให้เกิดนักล่ารางวัลที่สนใจซ้อมเพื่อการแข่งขัน
ทำให้ได้การแข่งขันที่สนุก และมีโอกาสที่จะแข่งกันแบบคมเฉือนคมให้คนติดตามได้อย่างสนุกในปีต่อไป
ความสนุกทำให้คนจดจำ และมีเรื่องราวพูดถึงโก๋แก่โดยกลไกของเกมซึ่งเป็นที่สนใจของคนจำนวนมาก
อย่างที่สอง กระแสที่คนเห็นว่าได้เงินรางวัล 1 ล้านบาทแบบง่ายๆ ไม่ยากเกินคว้า จะทำให้
ยอดขายเพิ่มขึ้นอีกส่วน คิดง่ายๆว่ามีคนสนใจแข่งขันแค่ 5000 คู่ หนึ่งหมื่นคน
แต่ละคู่ จะต้องซื้อโก๋แก่มาซ้อมอย่างน้อยคนละ 200-300 บาท ตลอดปี
300×5,000= 1,500,000 บาทเข้าไปแล้ว (ถ้าฮิตกว่านี้จะขนาดไหน)
ยิ่งถ้ายอดความสนใจมากขึ้นเท่าไหร่ คนสนใจเตรียมตัวเข้าแข่งขันเท่าไหร่
และมีกลยุทธต่อยอดกระตุ้นกระแสมากเท่าไหร่ ยิ่งก้าวยิ่งคุ้มสำหรับเกมการตลาดนี้
อย่างที่สาม คือการทำตลาดสู่ระดับ mass ซึ่งเป็นกลุ่มหลัก
การมีเรื่องราวให้พูดถึง และเป็นเรื่องราวที่อยู่ในประเด็นความสนใจสำหรับกลุ่มเป้าหมาย
ยิ่งต่อยอดการจดจำสินค้า และการทดลองซื้อของกลุ่มใหม่ๆไปด้วย
ซึ่งถ้าต่อยอดไปจนถึงระดับบันทึกสถิติโลก ยิ่งต่อยอดไปได้อีกในการทำตลาดต่อไป
ใน ตปท. หรือแม้กระทั่งการเปิดตัวสินค้าในตลาดใหม่ๆ เพราะมีจุดแข็งในการทำให้จดจำได้
อย่างไรก็ดี ถ้าเรามองในแง่มุมของ SWOT แล้ว ก็จะเห็นว่าจุดแข็งนี้ ยากยิ่งที่คู่แข่งจะลอกเลียนแบบ
แต่ก็ยังต้องระมัดระวังประเด็นโจมตีในแง่อันตรายของผู้แข่งขัน (ทั้งที่แข่งไปแล้ว ก็จะเห็นว่าไม่มีกรณ๊ที่คิดๆกันเกิดขึ้นง่ายๆ)
เนื่องจากคนที่รับถั่ว ในขณะที่ตั้งใจรับถั่ว จะต้องกลั้นลมหายใจชั่วขณะ
วิธีการที่รับถั่วถูกต้องนั้น คล้ายๆกับช่วงเวลาขณะยิงปืน
คือจะต้องกลั้นลมหายใจช่วงขณะ ซึ่งหลอดลมจะปิดโดยธรรมชาติ และปลอดภัยในการรับถั่วมากขึ้น
ซึ่งการดำเนินการตลาดจะต้องควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง
กรณีที่ถั่วจะหลุดลงไปในหลอดลมนั้น จะต้องเกิดจากการที่คนๆนั้น อ้าปากรับถั่วพร้อมกับหายใจเข้า
และโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก การพยายามรับถั่ว แล้วถั่วโดนหน้าโดนตายังมีโอกาสมากกว่า
ดังนั้น การใส่แว่นป้องกัน ฯลฯ
พวกนี้ไม่ควรมองข้ามที่จะ PR ไปพร้อมๆกัน
แต่ก็นั่นแหละครับ นิ่งนอนใจไม่ได้ คนเรามีหลายประเภท จึงจำเป็นตั้งรีบ PR ดักทางกันไว้ก่อนล่วงหน้า
เพราะถ้ามีการประชาสัมพันธ์ดักไว้ล่วงหน้าแล้ว มันจะกลายเป็นเคสของผู้ที่เล่นไม่ถูกต้องทั้งที่เขาแนะนำวิธีที่ถูกไว้แล้ว
ไม่เสียหายต่อองค์กร ในกรณีที่เกิดมีคนประเภทที่ไม่รู้เรื่องเกิดทำพลาดขึ้นมา และไม่มีการ PR วิธีการที่ถูกต้องในการรับไว้
สื่อ และคนที่โจมตีจะหยิบประเด็นอิทธิพลจากการแข่งขันโดดงับรับล้านขึ้นมาโจมตีได้
เรียกได้ง่ายๆว่า ต้องมองข้ามชอตถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่ติดตามมาหลังจากการจัดการแข่งขันล่วงหน้าไว้ด้วย
ก่อนที่จะวัวหายแล้วล้อมคอกครับ
ถ้าเตรียมการไว้เป็นอย่างดี ผมเชื่อว่าในปีหน้า การแข่งขันอีกครั้งของปีที่ 2 ของโก๋แก่
จะมีผู้สมัครเข้าแข่งขัน ถล่มทลายกว่านี้อีกครับ เพราะโดยเฉพาะเศรษฐกิจแบบนี้ เชื่อได้เลยว่า
เงินหนึ่งล้านมีค่า และมีความหมายมากพอที่จะเตรียมตัวฝึกซ้อมรอการแข่งขัน
ยิ่งประชาสัมพันธ์ไว้ล่วงหน้าให้คนแน่ใจด้วยล่ะก็
การตลาดชิ้นนี้จะทำงานให้ผลอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว
แหล่งที่มา:http//www.geranun.com
บทความที่2 : " CSR เปิดมาตรฐานใหม่ในการบริหารธุรกิจด้วยจิตบริสุทธิ์ "
CSR กำลังกลายเป็นค่านิยมที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นแนวทางการบริหารงานธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ปฏิรูปหลักการในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เป้าหมายของ CSR อยู่ที่การทำให้ธุรกิจและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ CSR ขึ้นมาในวงสนทนาทางธุรกิจหลายคนมักจะสับสนและไม่เข้าใจว่าเจ้าหลักการนี้มันคืออะไร และมีประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจได้มากแค่ไหน เพราะหลักการใช้ CSR กับการทำธุรกิจในประเทศไทยยังถือว่าค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องใหม่อยู่มากเมื่อเทียบกันกับในประเทศที่พัฒนาแล้วที่นำหลักการดังกล่าวมาใช้เป็นแผนแม่แบบในการบริหารบริษัทมาหลายสิบปี ดังนั้นการศึกษาในเรื่องของหลัก CSR กับแนวทางการประกอบธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากและกลับกลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยแนวทางการบริหารด้วยหลักการดังที่ว่านี้นับวันจะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจประโยชน์ที่แท้จริงของการนำเอาหลักการ CSR มาใช้ในการบริหารธุรกิจด้วย
CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility ซึ่งหมายถึง การบริหารองค์กรธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกและจำกัดความอย่างสั้นๆว่า “บรรษัทบริบาล” นั่นเอง ซึ่งเป็นหลักแนวคิดในการบริหารงานองค์กรธุรกิจให้คำนึงถึงและมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูงสุด ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งในและนอกองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับด้วยหลักจริยธรรมที่ดีงามควบคู่กันไป ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของ CSR อยู่ที่การทำให้องค์กรธุรกิจและภาคประชาสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขแม้จะต้องยอมลดผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจลงไปบ้าง ซึ่งหลัก CSR มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจดังต่อไปนี้ ประโยชน์ของ CSR ต่อการดำเนินธุรกิจ
หลัก CSR มักคำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเป็นหัวใจสำคัญเหนือผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั่วไปที่ต่างจับจ้องมาที่บริษัท ซึ่งผู้ประกอบการและนักธุรกิจทุกคนต่างทราบกันดีว่าการบริหารความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจ โดยความน่าเชื่อถือตามที่ว่านี้ไม่ได้มีราคาค่างวดที่จับต้องได้ ทั้งผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง จากงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่าบริษัทที่ใช้หลัก CSR ในการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเป็นสำคัญและมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีอย่างเป็นระบบจะสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจได้มากขึ้นถึง 4 เท่าตัว และมีสัดส่วนการขยายกิจการที่มาจากสถิติการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า เมื่อนำมาเทียบกับบริษัทอื่นๆที่ใช้การบริหารเพื่อมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของเจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว ก CSR จริงมีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านของการสร้างความน่าเชื่อถือที่สะท้อนออกมาเป็นภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของสังคมนั่นเอง
จากผลสำรวจสามารถชี้วัดและการันตีได้เป็นอย่างดีว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วยหลัก CSR สามารถเพิ่มผลกำไรได้อย่างมหาศาลและมีอัตราการขยายตัวมากกว่าบริษัทธรรมดาอยู่หลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลประการนี้เองจึงทำให้บริษัทที่ใช้หลัก CSR กลายเป็นชิ้นปลามันที่นักลงทุนทุกคนล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วยกันแทบทั้งสิ้น เพราะมีความมั่นคงในระดับที่สูงสุดจากการมีฐานมวลชนที่ให้การสนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายกลุ่ม เรียกได้ว่าเป็นบริษัทขวัญใจมหาชนตัวจริงเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็คงเป็นส่วนในเรื่องของรายได้ที่มีจำนวนมหาศาลและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากการขยายฐานทางธุรกิจให้กว้างขึ้นอันเป็นผลมาจากการรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้นักลงทุนบางคนอาจมีสาเหตุส่วนตัวในการร่วมลงทุนเพื่อหวังจะใช้ภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทเพื่อสร้างภาพพจน์ใหม่ให้กับตนเองอีกด้วย
เพราะหัวใจสำคัญของหลัก CSR คือความรับผิดชอบและการช่วยเหลือตอบแทนสังคม จึงมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากบริษัทเหล่านี้ถูกส่งผ่านลงไปยังมูลนิธิเพื่องานวิจัยและพัฒาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลนิธิต่างๆเหล่านี้มักจะมีภารกิจที่เป็นธงหลักคือการผลิตเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสามารถช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไปได้ภายในตัวอยู่แล้ว และนอกจากนี้เพื่อเป็นการดำเนินงานไปตามแผนภารกิจหลักของบริษัทที่ถูกกำหนดบทบาทพร้อมทั้งความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงมีส่วนผลักดันให้บริษัทจัดตั้งหน่วยพัฒนาวิจัยของตนเองขึ้นเพื่อทำภารกิจดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ จึงจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยซึ่งไม่เป็นภัยกับธรรมชาติอีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย เช่น หลอดไฟ LED โทรทัศน์จอ LED รถยนต์พลังงาน Hybrid และการคิดระบบขนส่งแบบรางที่ใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันดีเซลที่มีค่ามลพิษสูง เป็นต้น
หลายคนอาจจะมองว่าการนำหลักการ CSR มาใช้ประกอบธุรกิจเป็นแนวทางขัดแย้งกันและไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน เพราะคิดว่าธุรกิจก็คือการสร้างผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องไปสนใจอย่างอื่นแม้บางครั้งต้องทำลายธรรมชาติเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ก็ตาม ในขณะเดียวกันหลัก CSR กลับเรียกร้องในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือพยายามหาวิธีการที่จะช่วยปกป้องธรรมชาติให้ได้มากที่สุดโดยเรื่องของผลกำไรเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น จึงไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะมาอยู่ร่วมกันทางธุรกิจ ซึ่งความคิดดังกล่าว ณ ปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจนั้นสามารถเดินไปข้างหน้าพร้อมกับการรักษาสภาพแวดล้อมได้ ถึงแม้แรกเริ่มจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากจากภาระต้นทุนก็ตาม แต่ในระยะยาวสามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นทุนจะค่อยๆลดลงและต่ำกว่าการทำธุรกิจตามหลักทั่วไปอีกทั้งยังมีประสิทธิภาพที่การดำเนินงานที่ดีกว่าอีกด้วย เช่น บริษัทแห่งหนึ่งเล็งเห็นถึงความสิ้นเปลืองและมลภาวะที่เกิดจากการใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต จึงลงทุนเปลี่ยนเป็นแบบระบบหลอดตะเกียบประหยัดไฟทั้งหมดที่จะต้องลงทุนสูงในช่วงแรกแต่ผลที่ตามมาสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้เป็นจำนวนมากนั่นเอง
การทำธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมคือหนึ่งในหลักการบริหารงานบริษัทรูปแบบใหม่ที่อยากจะฝากให้ผู้ประกอบการทุกคนได้นำไปใช้ปฏิบัติกัน เพราะถึงแม้ในช่วงระยะแรกจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงมากจากแผนงานดังกล่าว แต่ก็สร้างผลตอบแทนที่สูงยิ่งกว่าให้ผู้ประกอบการเช่นกัน นั่นก็คือ ภาพลักษณ์ที่ดีและยังมิอาจเทียบได้กับสิ่งที่ได้ตอบแทน นั่นก็คือความเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้หลัก CSR จะได้ผลในการประกอบธุรกิจก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการนำหลักการที่ว่านี้มาใช้ด้วยจิตสำนึกอย่างแท้จริงมิใช่เป็นการฉาบฉวยเพื่อหวังประชาสัมพันธ์แต่เพียง
อย่าง
แหล่งที่มา : www.http://incquity.com
เป้าหมายของ CSR อยู่ที่การทำให้ธุรกิจและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ CSR ขึ้นมาในวงสนทนาทางธุรกิจหลายคนมักจะสับสนและไม่เข้าใจว่าเจ้าหลักการนี้มันคืออะไร และมีประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจได้มากแค่ไหน เพราะหลักการใช้ CSR กับการทำธุรกิจในประเทศไทยยังถือว่าค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องใหม่อยู่มากเมื่อเทียบกันกับในประเทศที่พัฒนาแล้วที่นำหลักการดังกล่าวมาใช้เป็นแผนแม่แบบในการบริหารบริษัทมาหลายสิบปี ดังนั้นการศึกษาในเรื่องของหลัก CSR กับแนวทางการประกอบธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากและกลับกลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยแนวทางการบริหารด้วยหลักการดังที่ว่านี้นับวันจะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจประโยชน์ที่แท้จริงของการนำเอาหลักการ CSR มาใช้ในการบริหารธุรกิจด้วย
CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility ซึ่งหมายถึง การบริหารองค์กรธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกและจำกัดความอย่างสั้นๆว่า “บรรษัทบริบาล” นั่นเอง ซึ่งเป็นหลักแนวคิดในการบริหารงานองค์กรธุรกิจให้คำนึงถึงและมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูงสุด ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งในและนอกองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับด้วยหลักจริยธรรมที่ดีงามควบคู่กันไป ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของ CSR อยู่ที่การทำให้องค์กรธุรกิจและภาคประชาสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขแม้จะต้องยอมลดผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจลงไปบ้าง ซึ่งหลัก CSR มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจดังต่อไปนี้ ประโยชน์ของ CSR ต่อการดำเนินธุรกิจ
หลัก CSR มักคำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเป็นหัวใจสำคัญเหนือผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั่วไปที่ต่างจับจ้องมาที่บริษัท ซึ่งผู้ประกอบการและนักธุรกิจทุกคนต่างทราบกันดีว่าการบริหารความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจ โดยความน่าเชื่อถือตามที่ว่านี้ไม่ได้มีราคาค่างวดที่จับต้องได้ ทั้งผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง จากงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่าบริษัทที่ใช้หลัก CSR ในการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเป็นสำคัญและมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีอย่างเป็นระบบจะสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจได้มากขึ้นถึง 4 เท่าตัว และมีสัดส่วนการขยายกิจการที่มาจากสถิติการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า เมื่อนำมาเทียบกับบริษัทอื่นๆที่ใช้การบริหารเพื่อมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของเจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว ก CSR จริงมีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านของการสร้างความน่าเชื่อถือที่สะท้อนออกมาเป็นภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของสังคมนั่นเอง
จากผลสำรวจสามารถชี้วัดและการันตีได้เป็นอย่างดีว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วยหลัก CSR สามารถเพิ่มผลกำไรได้อย่างมหาศาลและมีอัตราการขยายตัวมากกว่าบริษัทธรรมดาอยู่หลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลประการนี้เองจึงทำให้บริษัทที่ใช้หลัก CSR กลายเป็นชิ้นปลามันที่นักลงทุนทุกคนล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วยกันแทบทั้งสิ้น เพราะมีความมั่นคงในระดับที่สูงสุดจากการมีฐานมวลชนที่ให้การสนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายกลุ่ม เรียกได้ว่าเป็นบริษัทขวัญใจมหาชนตัวจริงเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็คงเป็นส่วนในเรื่องของรายได้ที่มีจำนวนมหาศาลและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากการขยายฐานทางธุรกิจให้กว้างขึ้นอันเป็นผลมาจากการรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้นักลงทุนบางคนอาจมีสาเหตุส่วนตัวในการร่วมลงทุนเพื่อหวังจะใช้ภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทเพื่อสร้างภาพพจน์ใหม่ให้กับตนเองอีกด้วย
เพราะหัวใจสำคัญของหลัก CSR คือความรับผิดชอบและการช่วยเหลือตอบแทนสังคม จึงมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากบริษัทเหล่านี้ถูกส่งผ่านลงไปยังมูลนิธิเพื่องานวิจัยและพัฒาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลนิธิต่างๆเหล่านี้มักจะมีภารกิจที่เป็นธงหลักคือการผลิตเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสามารถช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไปได้ภายในตัวอยู่แล้ว และนอกจากนี้เพื่อเป็นการดำเนินงานไปตามแผนภารกิจหลักของบริษัทที่ถูกกำหนดบทบาทพร้อมทั้งความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงมีส่วนผลักดันให้บริษัทจัดตั้งหน่วยพัฒนาวิจัยของตนเองขึ้นเพื่อทำภารกิจดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ จึงจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยซึ่งไม่เป็นภัยกับธรรมชาติอีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย เช่น หลอดไฟ LED โทรทัศน์จอ LED รถยนต์พลังงาน Hybrid และการคิดระบบขนส่งแบบรางที่ใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันดีเซลที่มีค่ามลพิษสูง เป็นต้น
หลายคนอาจจะมองว่าการนำหลักการ CSR มาใช้ประกอบธุรกิจเป็นแนวทางขัดแย้งกันและไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน เพราะคิดว่าธุรกิจก็คือการสร้างผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องไปสนใจอย่างอื่นแม้บางครั้งต้องทำลายธรรมชาติเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ก็ตาม ในขณะเดียวกันหลัก CSR กลับเรียกร้องในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือพยายามหาวิธีการที่จะช่วยปกป้องธรรมชาติให้ได้มากที่สุดโดยเรื่องของผลกำไรเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น จึงไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะมาอยู่ร่วมกันทางธุรกิจ ซึ่งความคิดดังกล่าว ณ ปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจนั้นสามารถเดินไปข้างหน้าพร้อมกับการรักษาสภาพแวดล้อมได้ ถึงแม้แรกเริ่มจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากจากภาระต้นทุนก็ตาม แต่ในระยะยาวสามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นทุนจะค่อยๆลดลงและต่ำกว่าการทำธุรกิจตามหลักทั่วไปอีกทั้งยังมีประสิทธิภาพที่การดำเนินงานที่ดีกว่าอีกด้วย เช่น บริษัทแห่งหนึ่งเล็งเห็นถึงความสิ้นเปลืองและมลภาวะที่เกิดจากการใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต จึงลงทุนเปลี่ยนเป็นแบบระบบหลอดตะเกียบประหยัดไฟทั้งหมดที่จะต้องลงทุนสูงในช่วงแรกแต่ผลที่ตามมาสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้เป็นจำนวนมากนั่นเอง
การทำธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมคือหนึ่งในหลักการบริหารงานบริษัทรูปแบบใหม่ที่อยากจะฝากให้ผู้ประกอบการทุกคนได้นำไปใช้ปฏิบัติกัน เพราะถึงแม้ในช่วงระยะแรกจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงมากจากแผนงานดังกล่าว แต่ก็สร้างผลตอบแทนที่สูงยิ่งกว่าให้ผู้ประกอบการเช่นกัน นั่นก็คือ ภาพลักษณ์ที่ดีและยังมิอาจเทียบได้กับสิ่งที่ได้ตอบแทน นั่นก็คือความเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้หลัก CSR จะได้ผลในการประกอบธุรกิจก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการนำหลักการที่ว่านี้มาใช้ด้วยจิตสำนึกอย่างแท้จริงมิใช่เป็นการฉาบฉวยเพื่อหวังประชาสัมพันธ์แต่เพียง
อย่าง
แหล่งที่มา : www.http://incquity.com
บทความที่ 3: "7 เคล็ด(ไม่)ลับ กับการตลาดออนไลน์"
1. กฎ 10/90
มี ธุรกิจจำนวนเพียง 10% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จกับการตลาดออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น การลงโฆษณาออนไลน์ การตลาดผ่านอีเมล์ การทำเวปไซต์ แล้วอะไรคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเป็นหนึ่งในสิบเปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ใช่เรื่องยากถ้าคุณทุ่มเท 90% กับการปรับปรุงคุณภาพของการตลาดออนไลน์ ซึ่งทำได้โดยการวัดผลอย่างชัดเจน (Performance Assessment) วิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำ (Analysis & Review) และปรับปรุงอย่างชาญฉลาด (Continuous Optimization)
2. วัดผลดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
If you can’t measure, you can’t control อะไรก็ตามที่คุณวัดไม่ได้ ก็ยากที่คุณจะควบคุมมันได้ การตลาดออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน หลายธุรกิจลงทุนไปกับสืื่อหลากหลายชนิด ทั้งลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ ใบปลิว หรือ โฆษณาผ่านอินเตอร์เนต แต่กลับละเลยที่จะวัดผลของสื่อเหล่านั้นอย่างมีรูปธรรม เป็นโชคดีของการตลาดออนไลน์ ทีมีทางออกง่ายๆ ในการวัดผลตอบแทน เนื่องจากมีเครื่องมือในการวัดผลอย่าง Google Analytics ซึ่งนอกจะใช้บริการฟรีแล้วยังสามารถ ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง ไม้ว่าเทคโนโลยีที่ใช้จะเป็น website, flash, email หรือ video แม้ว่าจะมีข้อจำกัดเรื่อง pageviews หรือจำนวนหน้าในการเข้าชมจะต้องไม่เกิน 5 ล้าน pageviews ต่อเดือน สำหรับฟรี account หากเกินกว่านั้นก็มาเป็นลูกค้าโฆษณาของ Google ก็สามารถใช้ฟรีโดยไม่มีข้อจำกัด
3. วิเคราะห์เด่น ก็เป็นต่อ
ปัญหา ที่พบในปัจจุบันไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถวัดผลได้ แต่การแปลผลที่ได้นั้นมีความสำคัญยิ่งกว่า จะมีประโยชน์อะไรที่มีกราฟสถิติมากมายแต่เราไม่ทราบว่าข้อมูลเหล่านั้นส่งผล อย่างไรต่อเวปไซต์ของคุณ เคล็ดลับก็คือ Segmentation คุณต้องพยายามแบ่งกลุ่มผู้เข้าชม อาทิเช่น มาจาก Search Engine, โฆษณาออนไลน์, หรือพิมพ์ url ตรงๆเข้ามาเลย และทำการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานจากข้อมูลที่ Segment เรียบร้อยแล้ว จะทำให้คุณทราบถึงข้อมูลเชิงลึกของลูกค้ากลุ่มนั้นๆอย่างลึกซึ้ง
4. ปรับปรุงเพื่อชัยชนะ
ที่ กล่าวมาคงจะไม่สมบูรณ์ถ้าขาดส่วนการปรับปรุง (Optimization) เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า เมื่อคุณได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์อย่างละเอียด คุณสามารถนำเอาข้อมูลดังกล่าวมาทดสอบ เพื่อปรับปรุงให้มีผลตอบแทนต่อหน่วยสูง
ที่สุดกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ต้องพยายามเปลี่ยนจากผู้เข้าชมเป็นลูกค้ามากที่สุด (Conversion) ไม่ว่าจะเป็นการทำรายการซื้อสินค้า สอบถามราคา หรือ ลงทะเบียนจดหมายข่าว
5. SEO
Search Engine Optimization (SEO) แปลตรงๆก็คือ การปรับแต่งเวปไชต์เพื่อ Search Engine เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเตอร์เนตจำนวนไม่น้อยที่ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine อย่าง Google, Yahoo, MSN หรือ Ask.com ทำอย่างไร Search Engine เหล่านี้จึงจะสามารถแสดงผลลัพธ์ในการค้นหาเป็นเวปไซต์ของเราอยู่ในอันดับ ต้นๆ นั่นเป็นที่มาการของ SEO เคล็ดลับหนึ่งก็คือ ส่ง Sitemaps ให้กับ Search Engine ดังๆ ที่ dmoz.org เพื่อการกระจายของ URL ไปยัง Search Engine ทั้งหมดข้างต้นฟรี
6. SEM
Search Engine Marketing คือการแสดงโฆษณาควบคู่ไปกับผลลัพธ์ของการค้นหาผ่าน Search Engine บางคนเข้าใจ SEM ว่า เพียงลงทุนในโฆษณามากๆผลลัพธ์ก็จะดีเอง หลายครั้งที่อันดับที่ของผลลัพธ์การค้นหาคนที่ลงทุนมากกว่ากลับได้อันดับที่ ต่ำกว่า เคล็ดลับก็คือ การ Benchmark เทียบการลงทุนกับผลตอบแทนจึงจะทราบว่า ความคุ้มค่าในการทำ SEM เป็นอย่างไร
7. Consultant is not needed
หาก มีทั้งบุคคลากรที่เชี่ยวชาญและเวลาในการวัดผลและวิเคราะห์รวมไปถึงการปรับ ปรุงผลลัพธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ ที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ก็ไม่มีความจำเป็น แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการตลาดออนไลน์ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การมีทีมที่ปรึกษาซึ่งทุ่มเทกับการวิจัย พัฒนา และนำมาใช้จริง จะสามารถลดทั้งต้นทุนและเวลาอีกทั้งเพิ่มความคุ้มค่าให้กับเม็ดเงินทุกบาท ทุกสตางค์ที่คุณลงทุนไป ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แหล่งที่มา : http://idealhosting8.blogspot.com/
บทความที่ 4: "แนวทางการทำการตลาด ให้ขายสินค้าได้จริง"
แนวทางการทำการตลาด ให้ขายสินค้าได้จริง
การขายของไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านแบบปกติ หรือ เป็นการเปิดร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดร้านค้าแล้ว ทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้ และขายสินค้าได้ดี สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ทางร้านค้ามีการทำการตลาดได้ดีแค่ไหน….?
ถึงแม้การขายสินค้าออนไลน์จะ สามารถช่วยให้ผู้ขายประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของสินค้า พนักงานขาย และให้บริการได้ตลอด 7 วัน 24 มีผู้คนมากมายออนไลน์และทำการซื้อขายเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การมีเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายสินค้าจึงไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะยังมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ “การตลาด” ซึ่งเราได้ทำการสรุป องค์ประกอบที่จำเป็นและมีผลต่อยอดขายที่จะช่วยให้การเปิดร้านค้าออนไลน์ สามารถขายสินค้าได้ และขายได้ดีในแบบที่เราต้องการ ซึ่งมีทั้งหมด 5 องค์ประกอบ ดังนี้
องค์ประกอบที่หนึ่ง ผลิตภัณฑ์ (Product)
แม้เว็บไซต์จะมีความสวยงาม แต่หากผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความสวยงามหรือตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงควรที่จะมีการวิเคราะห์สินค้าว่ารูปแบบควรเป็นลักษณะใด การใช้ประโยชน์ของสินค้า และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อ
องค์ประกอบที่สอง ราคา (Price)
ผู้ขายควรเน้นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า หมั่นตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่แข่งใกล้เคียง สำหรับการตั้งราคาเพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ขายจะต้องมีการคำนวณต้นทุนให้รอบคอบ หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
องค์ประกอบที่สาม ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)
คำกล่าวที่ว่า ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดูจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักอยู่เสมอในโลกธุรกิจ ถ้าจะเทียบกับเว็บไซต์ การหาทำเลอาจจะเทียบเคียงได้กับการตั้งชื่อร้านค้า ที่ศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name) ร้านค้าเหล่านี้เปรียบเสมือนยี่ห้อสินค้า และชื่อเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับทำเลทองย่านการค้า การจดทะเบียนโดเมนเนมจึงควรเลือกชื่อที่จดจำได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่ชื่อที่ดี มักจะถูกจดไปหมดแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดธุรกิจซื้อขายเฉพาะชื่อโดเมนเนมเกิดขึ้น
องค์ประกอบที่สี่ การส่งเสริมการขาย (Promotion)
การส่งเสริมการขายบนเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการค้าปกติ โดยรูปแบบมีตั้งแต่การจัดชิงรางวัล การให้ส่วนลดพิเศษในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้า ให้ได้มากที่สุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด
องค์ประกอบที่ห้า การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy)
การซื้อขายผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ซื้อต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนส่งไปให้ผู้ขาย ดังนั้น ผู้ขายจะต้องรักษาความลับของข้อมูลเหล่านี้ โดยต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าก่อนได้รับอนุญาต ผู้ดูแลเว็บไซต์จำเป็นต้องสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกโจรกรรมออกไปได้ และดูแลอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ผู้ขายหรือผู้ผลิต ควรมีการวางแผน และสร้างกิจกรรมที่สัมพันธ์กัน ตั้งแต่การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมาย ในระดับราคาเหมาะสม และมีชื่อโดเมนเนมที่ผู้ซื้อจดจำได้ง่าย สะกดผิดยาก มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเว็บไซต์ให้ลูกค้ารู้จัก และมีบริการหลังการขายที่ดีให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และต้องรักษาความลับลูกค้าได้ ....... เพียงเท่านี้ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม...
เเหล่งที่มา : www.makewebeasy.com
การขายของไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านแบบปกติ หรือ เป็นการเปิดร้านค้าออนไลน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การเปิดร้านค้าแล้ว ทำอย่างไรให้ขายสินค้าได้ และขายสินค้าได้ดี สิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้คือ ทางร้านค้ามีการทำการตลาดได้ดีแค่ไหน….?
ถึงแม้การขายสินค้าออนไลน์จะ สามารถช่วยให้ผู้ขายประหยัดค่าใช้จ่าย ทั้งในเรื่องของสินค้า พนักงานขาย และให้บริการได้ตลอด 7 วัน 24 มีผู้คนมากมายออนไลน์และทำการซื้อขายเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม การมีเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายสินค้าจึงไม่ใช่เครื่องรับประกันความสำเร็จทางธุรกิจ เพราะยังมีองค์ประกอบที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ “การตลาด” ซึ่งเราได้ทำการสรุป องค์ประกอบที่จำเป็นและมีผลต่อยอดขายที่จะช่วยให้การเปิดร้านค้าออนไลน์ สามารถขายสินค้าได้ และขายได้ดีในแบบที่เราต้องการ ซึ่งมีทั้งหมด 5 องค์ประกอบ ดังนี้
องค์ประกอบที่หนึ่ง ผลิตภัณฑ์ (Product)
แม้เว็บไซต์จะมีความสวยงาม แต่หากผลิตภัณฑ์ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ความสวยงามหรือตื่นตาตื่นใจเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถที่จะสร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้ ดังนั้น ผู้ผลิตจึงควรที่จะมีการวิเคราะห์สินค้าว่ารูปแบบควรเป็นลักษณะใด การใช้ประโยชน์ของสินค้า และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อ
องค์ประกอบที่สอง ราคา (Price)
ผู้ขายควรเน้นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับคุณภาพของสินค้า หมั่นตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงราคาของคู่แข่งใกล้เคียง สำหรับการตั้งราคาเพื่อจำหน่ายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ผู้ขายจะต้องมีการคำนวณต้นทุนให้รอบคอบ หรือความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
องค์ประกอบที่สาม ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place)
คำกล่าวที่ว่า ทำเลดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดูจะเป็นคำพูดที่มีน้ำหนักอยู่เสมอในโลกธุรกิจ ถ้าจะเทียบกับเว็บไซต์ การหาทำเลอาจจะเทียบเคียงได้กับการตั้งชื่อร้านค้า ที่ศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า โดเมนเนม (Domain Name) ร้านค้าเหล่านี้เปรียบเสมือนยี่ห้อสินค้า และชื่อเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดบนโลกอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับทำเลทองย่านการค้า การจดทะเบียนโดเมนเนมจึงควรเลือกชื่อที่จดจำได้ง่าย แต่ส่วนใหญ่ชื่อที่ดี มักจะถูกจดไปหมดแล้ว ในปัจจุบันจึงเกิดธุรกิจซื้อขายเฉพาะชื่อโดเมนเนมเกิดขึ้น
องค์ประกอบที่สี่ การส่งเสริมการขาย (Promotion)
การส่งเสริมการขายบนเว็บไซต์เป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกับการค้าปกติ โดยรูปแบบมีตั้งแต่การจัดชิงรางวัล การให้ส่วนลดพิเศษในเทศกาลต่างๆ รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าเข้ามาเลือกสินค้า ให้ได้มากที่สุดและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด
องค์ประกอบที่ห้า การรักษาความเป็นส่วนตัว (Privacy)
การซื้อขายผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ซื้อต้องมีการกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนส่งไปให้ผู้ขาย ดังนั้น ผู้ขายจะต้องรักษาความลับของข้อมูลเหล่านี้ โดยต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าก่อนได้รับอนุญาต ผู้ดูแลเว็บไซต์จำเป็นต้องสร้างระบบรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกโจรกรรมออกไปได้ และดูแลอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ ส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ผู้ขายหรือผู้ผลิต ควรมีการวางแผน และสร้างกิจกรรมที่สัมพันธ์กัน ตั้งแต่การเลือกสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดกลุ่มเป้าหมาย ในระดับราคาเหมาะสม และมีชื่อโดเมนเนมที่ผู้ซื้อจดจำได้ง่าย สะกดผิดยาก มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ชื่อเว็บไซต์ให้ลูกค้ารู้จัก และมีบริการหลังการขายที่ดีให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ อยากกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และต้องรักษาความลับลูกค้าได้ ....... เพียงเท่านี้ การทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ให้ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม...
เเหล่งที่มา : www.makewebeasy.com
บทความที่5 :"กลยุทธ์การตลาด8P ความรู้พื้นฐานสำหรับผู้ประกอบการ"
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้มักจะเกิดขึ้นจากการวางแผนกลยุทธ์ที่ล้ำเลิศของผู้บริหาร 8P คือหนึ่งในกลยุทธ์ที่คลาสสิคและเป็นต้นแบบในการพัฒนาการตลาดตที่ผู้ประกอบการไม่ควรจะมองข้ามเป็นอันขาด
การตลาดเบื้องต้นที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องรู้
กลยุทธ์ทางการตลาดจัดเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจของผู้บริหาร ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบกลยุทธ์ให้เลือกมากมายสำหรับนำมาปรับใช้เพื่อความเหมาะสมของธุรกิจ แต่กลยุทธ์ที่ต้องถือเป็นต้นแบบทางการตลาดอย่างแท้จริงคงเห็นจะหนีไม่พ้นกลยุทธ์ 8P เพราะนักธุรกิจทั่วโลกต่างยกนิ้วและให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการทำการตลาดค่อนข้างสูงสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนอีกทั้งยังถือว่ากลยุทธ์นี้เป็นแม่บทในการพัฒนากลยุทธ์ซีรี่ย์ต่างๆตามหลังออกมาในปัจจุบันอีกด้วย จึงเป็นสิ่งสมควรที่ผู้ประกอบการจะต้องทำความรู้จักและศึกษาเรียนรู้ความหมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าวนี้อย่างที่สุด
กลยุทธ์ในส่วนแรกนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับตัวผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นส่วนของคุณสมบัติส่วนตัวที่ต้องตั้งเป้าว่าจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ในระดับความพึงพอใจขนาดไหน การนำสินค้าไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขันในท้องตลาดว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร นอกจากนี้ยังมีในส่วนของวัตถุดิบและสายงานการผลิตด้วย
การกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์สินค้าถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของแผนงานทางการตลาดที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบมากขึ้น โดยการกำหนดราคาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยของต้นทุนการผลิตบวกกับผลกำไรที่ต้องการจะได้จากการขายผลิตภัณฑ์แล้วจึงทำการกำหนดราคาขายออกมาโดยต้องคำนึงสภาพการแข่งขันของตลาดสินค้า นอกจากนี้การกำหนดราคายังมีนัยที่บ่งบอกถึงตำแหน่งที่ต้องการจะให้สินค้าไปยืนอยู่ด้วย ซึ่งการตั้งราคาอาจจะตั้งให้ใกล้เคียงกับสินค้าประเภทเดียวกันบนท้องตลาด หรือน้อยกว่าถ้าต้องการแย่งชิงฐานลูกค้า และมากกว่าถ้าต้องการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้อยู่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะถ้าสามารถหาช่องทางการกระจายสินค้าไปสู่มือผู้บริโภคได้มากเท่าไหร่ ผลกำไรก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือ การขายไปสู่มือของผู้บริโภคโดยตรงและการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งสองวิธีนี้จะมีข้อแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าการขายตรงไปสู่มือผู้ใช้สินค้าจะได้กำไรที่มากกว่า ในขณะที่การขายผ่านพ่อค้าคนกลางจะช่วยในเรื่องของยอดการจำหน่ายที่สูงขึ้นอันมีผลมาจากเครือข่ายที่พ่อค้าคนกลางได้วางเอาไว้นั่นเอง
การส่งเสริมการตลาดถ้าจะให้เปรียบเทียบน่าจะเหมือนกับการใช้เข็มฉีดยารักษาโรค เพราจะมีประสิทธิภาพช่วยในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี ถ้าโปรโมชั่นที่ออกมาโดนใจลูกค้าก็จะช่วยให้ยอดขายและผลกำไรทวีสูงมากยิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์การตลาดนี้จะต้องช่วยส่งเสริมและสอดคล้องไปกันได้กับกลยุทธ์อย่างอื่นด้วย โดยการส่งเสริมการตลาดนี้สามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลด แลก แจก แถม เป็นต้น
บรรจุภัณฑ์มีความสำคัญเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของสินค้า ดังนั้นการออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยหลักสำคัญที่ควรจะต้องคำนึงถึงเมื่อทำการออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามแผนการกลยุทธ์นี้ก็คือจะต้องมีความสวยงามเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์อีกทั้งความโดดเด่นเมื่อนำไปวางบนชั้นสินค้าเปรียบเทียบกันกับของคู่แข่งจะต้องมีความเหนือชั้นกว่าจึงจะประสบความสำเร็จตามแผนงานนี้
ทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยทำให้ยอดขายทะยานไต่ระดับพุ่งสูงขึ้นก็คือการเลือกใช้กลยุทธ์พนักงานขายเป็นตัวช่วยส่งเสริม การขายสินค้าโดยใช้พนักงานถือเป็นศิลปะการขายขั้นสูงที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆ พนักงานขายที่มีความรู้ความสามารถบวกกับประสบการณ์จะมีเทคนิคการจูงใจลูกค้าให้เข้ามาสนใจและนำพาไปสู่ action นั่นก็คือการตัดสินใจซื้อในที่สุด
ยุคโลกไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบัน การสื่อสารคือกุญแจสำคัญที่นำไปใช้ไขสู่ประตูความสำเร็จ เพราะสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของผู้คมในสังคมเมืองและชนบทถูกแวดล้อมไปด้วยสื่อต่างๆมากมาย การใช้กลยุทธ์ข่าวสารเข้ามาเป็นทัพเสริมอีกแรงหนึ่งในการทำการตลาดจะช่วยอำนวยผลในเรื่องของภาพพจน์และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกให้เกิดกับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ
พลังในที่นี้หมายถึงอำนาจในการต่อรองและควบคุม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการเนรมิตให้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและจะขาดเสียไม่ได้ในองค์ประกอบตัวพีส่วนสุดท้ายนี้ เพราะอำนาจต่อรองจะสามารถเป็นพลังพิเศษเปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็น ที่จะนำมาใช้ต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าให้บริษัทได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันตามกรอบได้อย่างลงตัว
กลยุทธ์ 8P ตามที่ได้กล่าวมานี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักธุรกิจส่วนใหญ่นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำการตลาดให้กับบริษัทของตนเองกันทุกคน โดยมีข้อแตกต่างกันตรงที่บางบริษัทกับประสบความสำเร็จแต่บางบริษัทกับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะบริษัทที่ล้มเหลวไม่อาจจะสร้างองค์ประกอบทางกลยุทธ์ตัวพีขึ้นมาได้ครบทุกตามวงจร ดังนั้นผู้ประกอบการที่สนใจจะใช้กลยุทธ์นี้ทำการตลาดให้ได้อย่างเห็นผลประจักษ์จะต้องเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของแต่ละกลยุทธ์เพื่อสร้างสรรค์ตัว P ทั้งแปดให้เกิดขึ้นมาให้ได้
แหล่งที่มา: www.http://incquity.com
การตลาดเบื้องต้นที่เจ้าของธุรกิจทุกคนต้องรู้
กลยุทธ์ทางการตลาดจัดเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจของผู้บริหาร ซึ่งปัจจุบันมีรูปแบบกลยุทธ์ให้เลือกมากมายสำหรับนำมาปรับใช้เพื่อความเหมาะสมของธุรกิจ แต่กลยุทธ์ที่ต้องถือเป็นต้นแบบทางการตลาดอย่างแท้จริงคงเห็นจะหนีไม่พ้นกลยุทธ์ 8P เพราะนักธุรกิจทั่วโลกต่างยกนิ้วและให้การยอมรับว่ามีประสิทธิภาพในการทำการตลาดค่อนข้างสูงสามารถเห็นผลได้อย่างชัดเจนอีกทั้งยังถือว่ากลยุทธ์นี้เป็นแม่บทในการพัฒนากลยุทธ์ซีรี่ย์ต่างๆตามหลังออกมาในปัจจุบันอีกด้วย จึงเป็นสิ่งสมควรที่ผู้ประกอบการจะต้องทำความรู้จักและศึกษาเรียนรู้ความหมายเกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าวนี้อย่างที่สุด
กลยุทธ์ในส่วนแรกนี้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับตัวผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นส่วนของคุณสมบัติส่วนตัวที่ต้องตั้งเป้าว่าจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ในระดับความพึงพอใจขนาดไหน การนำสินค้าไปเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขันในท้องตลาดว่ามีจุดเด่นและจุดด้อยอย่างไร นอกจากนี้ยังมีในส่วนของวัตถุดิบและสายงานการผลิตด้วย
การกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์สินค้าถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของแผนงานทางการตลาดที่จะช่วยสร้างความได้เปรียบมากขึ้น โดยการกำหนดราคาจะต้องคำนึงถึงปัจจัยของต้นทุนการผลิตบวกกับผลกำไรที่ต้องการจะได้จากการขายผลิตภัณฑ์แล้วจึงทำการกำหนดราคาขายออกมาโดยต้องคำนึงสภาพการแข่งขันของตลาดสินค้า นอกจากนี้การกำหนดราคายังมีนัยที่บ่งบอกถึงตำแหน่งที่ต้องการจะให้สินค้าไปยืนอยู่ด้วย ซึ่งการตั้งราคาอาจจะตั้งให้ใกล้เคียงกับสินค้าประเภทเดียวกันบนท้องตลาด หรือน้อยกว่าถ้าต้องการแย่งชิงฐานลูกค้า และมากกว่าถ้าต้องการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ให้อยู่เหนือกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป
ช่องทางการจัดจำหน่ายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของการวางกลยุทธ์ทางการตลาด เพราะถ้าสามารถหาช่องทางการกระจายสินค้าไปสู่มือผู้บริโภคได้มากเท่าไหร่ ผลกำไรก็จะเพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น โดยช่องทางการจัดจำหน่ายที่นิยมใช้กันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันสองรูปแบบคือ การขายไปสู่มือของผู้บริโภคโดยตรงและการขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งสองวิธีนี้จะมีข้อแตกต่างอยู่ตรงที่ว่าการขายตรงไปสู่มือผู้ใช้สินค้าจะได้กำไรที่มากกว่า ในขณะที่การขายผ่านพ่อค้าคนกลางจะช่วยในเรื่องของยอดการจำหน่ายที่สูงขึ้นอันมีผลมาจากเครือข่ายที่พ่อค้าคนกลางได้วางเอาไว้นั่นเอง
การส่งเสริมการตลาดถ้าจะให้เปรียบเทียบน่าจะเหมือนกับการใช้เข็มฉีดยารักษาโรค เพราจะมีประสิทธิภาพช่วยในการขายสินค้าได้เป็นอย่างดี ถ้าโปรโมชั่นที่ออกมาโดนใจลูกค้าก็จะช่วยให้ยอดขายและผลกำไรทวีสูงมากยิ่งขึ้น โดยกลยุทธ์การตลาดนี้จะต้องช่วยส่งเสริมและสอดคล้องไปกันได้กับกลยุทธ์อย่างอื่นด้วย โดยการส่งเสริมการตลาดนี้สามารถทำได้หลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการลด แลก แจก แถม เป็นต้น
บรรจุภัณฑ์มีความสำคัญเปรียบเสมือนเป็นหน้าตาของสินค้า ดังนั้นการออกแบบดีไซน์รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยหลักสำคัญที่ควรจะต้องคำนึงถึงเมื่อทำการออกแบบบรรจุภัณฑ์ตามแผนการกลยุทธ์นี้ก็คือจะต้องมีความสวยงามเหมาะสมกับผลิตภัณฑ์อีกทั้งความโดดเด่นเมื่อนำไปวางบนชั้นสินค้าเปรียบเทียบกันกับของคู่แข่งจะต้องมีความเหนือชั้นกว่าจึงจะประสบความสำเร็จตามแผนงานนี้
ทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยทำให้ยอดขายทะยานไต่ระดับพุ่งสูงขึ้นก็คือการเลือกใช้กลยุทธ์พนักงานขายเป็นตัวช่วยส่งเสริม การขายสินค้าโดยใช้พนักงานถือเป็นศิลปะการขายขั้นสูงที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆ พนักงานขายที่มีความรู้ความสามารถบวกกับประสบการณ์จะมีเทคนิคการจูงใจลูกค้าให้เข้ามาสนใจและนำพาไปสู่ action นั่นก็คือการตัดสินใจซื้อในที่สุด
ยุคโลกไร้พรมแดนอย่างในปัจจุบัน การสื่อสารคือกุญแจสำคัญที่นำไปใช้ไขสู่ประตูความสำเร็จ เพราะสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตของผู้คมในสังคมเมืองและชนบทถูกแวดล้อมไปด้วยสื่อต่างๆมากมาย การใช้กลยุทธ์ข่าวสารเข้ามาเป็นทัพเสริมอีกแรงหนึ่งในการทำการตลาดจะช่วยอำนวยผลในเรื่องของภาพพจน์และเพิ่มทัศนคติในเชิงบวกให้เกิดกับผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการ
พลังในที่นี้หมายถึงอำนาจในการต่อรองและควบคุม ซึ่งดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดในการเนรมิตให้เกิดขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นและจะขาดเสียไม่ได้ในองค์ประกอบตัวพีส่วนสุดท้ายนี้ เพราะอำนาจต่อรองจะสามารถเป็นพลังพิเศษเปรียบเสมือนมือที่มองไม่เห็น ที่จะนำมาใช้ต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้าให้บริษัทได้รับข้อเสนอที่ดีที่สุดในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันตามกรอบได้อย่างลงตัว
กลยุทธ์ 8P ตามที่ได้กล่าวมานี้เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักธุรกิจส่วนใหญ่นำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการทำการตลาดให้กับบริษัทของตนเองกันทุกคน โดยมีข้อแตกต่างกันตรงที่บางบริษัทกับประสบความสำเร็จแต่บางบริษัทกับล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะบริษัทที่ล้มเหลวไม่อาจจะสร้างองค์ประกอบทางกลยุทธ์ตัวพีขึ้นมาได้ครบทุกตามวงจร ดังนั้นผู้ประกอบการที่สนใจจะใช้กลยุทธ์นี้ทำการตลาดให้ได้อย่างเห็นผลประจักษ์จะต้องเอาใจใส่ในทุกรายละเอียดของแต่ละกลยุทธ์เพื่อสร้างสรรค์ตัว P ทั้งแปดให้เกิดขึ้นมาให้ได้
แหล่งที่มา: www.http://incquity.com
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)











































