CSR กำลังกลายเป็นค่านิยมที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างเป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นแนวทางการบริหารงานธุรกิจรูปแบบใหม่ที่ปฏิรูปหลักการในอดีตอย่างสิ้นเชิง
เป้าหมายของ CSR อยู่ที่การทำให้ธุรกิจและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
เมื่อเอ่ยถึงชื่อ CSR ขึ้นมาในวงสนทนาทางธุรกิจหลายคนมักจะสับสนและไม่เข้าใจว่าเจ้าหลักการนี้มันคืออะไร และมีประโยชน์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจได้มากแค่ไหน เพราะหลักการใช้ CSR กับการทำธุรกิจในประเทศไทยยังถือว่าค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องใหม่อยู่มากเมื่อเทียบกันกับในประเทศที่พัฒนาแล้วที่นำหลักการดังกล่าวมาใช้เป็นแผนแม่แบบในการบริหารบริษัทมาหลายสิบปี ดังนั้นการศึกษาในเรื่องของหลัก CSR กับแนวทางการประกอบธุรกิจจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากและกลับกลายมาเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างไม่น่าเชื่อ โดยแนวทางการบริหารด้วยหลักการดังที่ว่านี้นับวันจะยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องเรียนรู้และเข้าใจประโยชน์ที่แท้จริงของการนำเอาหลักการ CSR มาใช้ในการบริหารธุรกิจด้วย
CSR ย่อมาจาก Corporate Social Responsibility ซึ่งหมายถึง การบริหารองค์กรธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือที่เรียกและจำกัดความอย่างสั้นๆว่า “บรรษัทบริบาล” นั่นเอง ซึ่งเป็นหลักแนวคิดในการบริหารงานองค์กรธุรกิจให้คำนึงถึงและมีความรับผิดชอบต่อสังคมในระดับสูงสุด ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งในและนอกองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ โดยอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับด้วยหลักจริยธรรมที่ดีงามควบคู่กันไป ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของ CSR อยู่ที่การทำให้องค์กรธุรกิจและภาคประชาสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขแม้จะต้องยอมลดผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจลงไปบ้าง ซึ่งหลัก CSR มีประโยชน์ต่อการทำธุรกิจดังต่อไปนี้ ประโยชน์ของ CSR ต่อการดำเนินธุรกิจ
หลัก CSR มักคำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเป็นหัวใจสำคัญเหนือผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้รับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั่วไปที่ต่างจับจ้องมาที่บริษัท ซึ่งผู้ประกอบการและนักธุรกิจทุกคนต่างทราบกันดีว่าการบริหารความน่าเชื่อถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จในธุรกิจ โดยความน่าเชื่อถือตามที่ว่านี้ไม่ได้มีราคาค่างวดที่จับต้องได้ ทั้งผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องเป็นคนสร้างขึ้นมาเอง จากงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพบว่าบริษัทที่ใช้หลัก CSR ในการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบที่มีต่อสังคมเป็นสำคัญและมุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนเพื่อสร้างสัมพันธ์อันดีอย่างเป็นระบบจะสามารถช่วยเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจได้มากขึ้นถึง 4 เท่าตัว และมีสัดส่วนการขยายกิจการที่มาจากสถิติการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นกว่า 8 เท่า เมื่อนำมาเทียบกับบริษัทอื่นๆที่ใช้การบริหารเพื่อมุ่งตอบสนองต่อความต้องการของเจ้าของกิจการและผู้ถือหุ้นแต่เพียงอย่างเดียว ก CSR จริงมีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านของการสร้างความน่าเชื่อถือที่สะท้อนออกมาเป็นภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของสังคมนั่นเอง
จากผลสำรวจสามารถชี้วัดและการันตีได้เป็นอย่างดีว่าบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้วยหลัก CSR สามารถเพิ่มผลกำไรได้อย่างมหาศาลและมีอัตราการขยายตัวมากกว่าบริษัทธรรมดาอยู่หลายเท่าตัว ด้วยเหตุผลประการนี้เองจึงทำให้บริษัทที่ใช้หลัก CSR กลายเป็นชิ้นปลามันที่นักลงทุนทุกคนล้วนแล้วแต่ให้ความสนใจอยากจะเข้ามาร่วมเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วยกันแทบทั้งสิ้น เพราะมีความมั่นคงในระดับที่สูงสุดจากการมีฐานมวลชนที่ให้การสนับสนุนอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายกลุ่ม เรียกได้ว่าเป็นบริษัทขวัญใจมหาชนตัวจริงเลยทีเดียว นอกจากนี้ก็คงเป็นส่วนในเรื่องของรายได้ที่มีจำนวนมหาศาลและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากการขยายฐานทางธุรกิจให้กว้างขึ้นอันเป็นผลมาจากการรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนี้นักลงทุนบางคนอาจมีสาเหตุส่วนตัวในการร่วมลงทุนเพื่อหวังจะใช้ภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทเพื่อสร้างภาพพจน์ใหม่ให้กับตนเองอีกด้วย
เพราะหัวใจสำคัญของหลัก CSR คือความรับผิดชอบและการช่วยเหลือตอบแทนสังคม จึงมีเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากบริษัทเหล่านี้ถูกส่งผ่านลงไปยังมูลนิธิเพื่องานวิจัยและพัฒาเป็นจำนวนมาก ซึ่งมูลนิธิต่างๆเหล่านี้มักจะมีภารกิจที่เป็นธงหลักคือการผลิตเทคโนโลยีที่ทันสมัยและสามารถช่วยรักษาสภาพแวดล้อมไปได้ภายในตัวอยู่แล้ว และนอกจากนี้เพื่อเป็นการดำเนินงานไปตามแผนภารกิจหลักของบริษัทที่ถูกกำหนดบทบาทพร้อมทั้งความคาดหวังในการเปลี่ยนแปลงสังคมและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นจากประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงมีส่วนผลักดันให้บริษัทจัดตั้งหน่วยพัฒนาวิจัยของตนเองขึ้นเพื่อทำภารกิจดังกล่าวให้ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ จึงจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมากที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยซึ่งไม่เป็นภัยกับธรรมชาติอีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย เช่น หลอดไฟ LED โทรทัศน์จอ LED รถยนต์พลังงาน Hybrid และการคิดระบบขนส่งแบบรางที่ใช้ไฟฟ้าแทนน้ำมันดีเซลที่มีค่ามลพิษสูง เป็นต้น
หลายคนอาจจะมองว่าการนำหลักการ CSR มาใช้ประกอบธุรกิจเป็นแนวทางขัดแย้งกันและไม่สามารถที่จะไปด้วยกันได้อย่างแน่นอน เพราะคิดว่าธุรกิจก็คือการสร้างผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวโดยไม่จำเป็นต้องไปสนใจอย่างอื่นแม้บางครั้งต้องทำลายธรรมชาติเพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ก็ตาม ในขณะเดียวกันหลัก CSR กลับเรียกร้องในสิ่งที่ตรงกันข้ามคือพยายามหาวิธีการที่จะช่วยปกป้องธรรมชาติให้ได้มากที่สุดโดยเรื่องของผลกำไรเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น จึงไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ที่ทั้งสองจะมาอยู่ร่วมกันทางธุรกิจ ซึ่งความคิดดังกล่าว ณ ปัจจุบันได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ผิดอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจนั้นสามารถเดินไปข้างหน้าพร้อมกับการรักษาสภาพแวดล้อมได้ ถึงแม้แรกเริ่มจะต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากจากภาระต้นทุนก็ตาม แต่ในระยะยาวสามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นทุนจะค่อยๆลดลงและต่ำกว่าการทำธุรกิจตามหลักทั่วไปอีกทั้งยังมีประสิทธิภาพที่การดำเนินงานที่ดีกว่าอีกด้วย เช่น บริษัทแห่งหนึ่งเล็งเห็นถึงความสิ้นเปลืองและมลภาวะที่เกิดจากการใช้หลอดไฟแบบฟลูออเรสเซนต จึงลงทุนเปลี่ยนเป็นแบบระบบหลอดตะเกียบประหยัดไฟทั้งหมดที่จะต้องลงทุนสูงในช่วงแรกแต่ผลที่ตามมาสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้เป็นจำนวนมากนั่นเอง
การทำธุรกิจให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมคือหนึ่งในหลักการบริหารงานบริษัทรูปแบบใหม่ที่อยากจะฝากให้ผู้ประกอบการทุกคนได้นำไปใช้ปฏิบัติกัน เพราะถึงแม้ในช่วงระยะแรกจะมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูงมากจากแผนงานดังกล่าว แต่ก็สร้างผลตอบแทนที่สูงยิ่งกว่าให้ผู้ประกอบการเช่นกัน นั่นก็คือ ภาพลักษณ์ที่ดีและยังมิอาจเทียบได้กับสิ่งที่ได้ตอบแทน นั่นก็คือความเจริญเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคต โดยการใช้หลัก CSR จะได้ผลในการประกอบธุรกิจก็ต่อเมื่อผู้ประกอบการนำหลักการที่ว่านี้มาใช้ด้วยจิตสำนึกอย่างแท้จริงมิใช่เป็นการฉาบฉวยเพื่อหวังประชาสัมพันธ์แต่เพียง
อย่าง
แหล่งที่มา : www.http://incquity.com

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น